การจัดสวนใช้หญ้านวลจันทร์
การจัดสวนใช้หญ้านวลจันทร์

การจัดสวนใช้หญ้านวลจันทร์ (Polytrias amoura) หญ้าไผ่แดง หญ้าญี่ปุ่น และหญ้า – ลักษณะทางพฤษศาสตร์ ลักษณะทั่วไปหญ้าฟลอริด้า

หญ้าญี่ปุ่นนี้ มีถิ่นกำเนิดในแถบแมนจูเรีย ซึ่งบางที่ก็เรียก Kerean Lawngrass เนื่องจากมีการนำเมล็ด เข้าไปในสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2473 แต่ภายหลังนิยม เรียกกันว่า japanese Lawngrass มากกว่า ซึ่งก็คงเนื่องจากอิทธิพล ของการจัดสวนญี่ปุ่น ที่ใช้หญ้าชนิดนี้ เป็นส่วนประกอบใหญ่ ก็เลยเรียกว่า หญ้าญี่ปุ่น ติดปากกันมาทุกวันนี้
เป็นหญ้าที่เจริญเติบโต ได้ดีในเขตร้อน แต่สามารถเจริญเติบโตได้ในเขตหนาว และแห้งแล้ง ซึ่งมีการเจริญ เติบโตดีพอสมควร แต่ปลูกในที่ชื่น หรือที่เฉาะไม่ดีนัก กล่าวคือ สามารถทนร่มได้ 50 % ในดินเค็มก็พอจะ ปลูกได้แต่ก็ไม่ดีนัก ดินที่เหมาะสมกับหญ้านี้ ควรมีความเป็นกรดเป็นด่าง pH ประมาณ 6 – 7 และ หญ้าก็ยัง ชอบขึ้นในดินเหนียวด้วย

 

หญ้าญี่ปุ่น มี 2 ชนิด

1. ชนิดใบกว้าง จะมีใบประมาณ 4 มิลลิเมตร
2. ชนิดใบกลม ใบเล็กและละเอียดกว่า ซึ่งเป็นที่นิยมปลูกในประเทศไทยมาก

ลักษณะของหญ้าญี่ปุ่น

ลำต้น เป็นพวกเลื้อยตามดิน และลำต้นจะตั้งแข็งทั้งลำต้นบนดิน และลำต้นใต้ดิน
ใบ ใบสีเขียวเข้ม ใบเล็กละเอียดกลมแข็ง ปลายใบแข็งและแข็งกระด้างเวลาสัมผัสจะระคายผิวหนัง ขอบใบเรียบไม่มีขน
ดอก ช่อดอกสั้น ดอกเล็ก และมีสีน้ำตาลออกดำ ดอกจะรวมกันแน่นบนก้านดอก ดอกจะบานจากส่วนล่างขึ้นบน

หญ้าญี่ปุ่น นี้ ต้องการน้ำมาก และการเจริญเติบโดช้า ต้องใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีกว่าจะขึ้นเต็มสนาม ถ้าแห้งแล้งนาน ๆ หรือขาดน้ำใบจะเหลืองทันที
เป็นหญ้าที่ทนต่อการเหยีบย่ำพอสมควร และไม่ค่อยยืดหยุ่นตัวเหมือนหญ้านวลน้อย
เป็นหญ้าที่ต้องการปุ๋ยไม่มากนัก ทนต่ออากาศหนาวได้ดี อาจทนได้ถึงประมาณ 10 – 20 องศาฟาเรนไฮด์ ทนต่อโรคหรือแมลงต่าง ๆ ได้มากกว่าหญ้าชนิดอื่น
หญ้าญี่ปุ่นนี้เจริญเติบโตช้า แต่เมื่อขึ้นแล้วจะหนาแน่นมาก ขึ้นคลุมดินวัชพืชไม่สามารถขึ้นแข่งได้ การแต่งไม่บ่อยนัก เพราะเจริญเติบโตช้า ถ้าปล่อยไว้นาน ๆ ก็จะเป็นกระจุก การตัดแต่งลำบาก

การตัดแต่ง ออกแบบบริเวณบ้าน

หญ้าญี่ปุ่นชนิดนี้จำต้องตัดให้สั้นประมาณ 0.5 – 1.0 นิ้ว โดยตัดทุก ๆ 5 – 10 วัน ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานวัน หญ้าจะขึ้นเป็นจุก เมื่อตัดหญ้าจะมีสีเหลืองเป็นหย่อม ๆ มองดูแล้วหน้าเกลียด ไม่สวยงาม ซึ่งเป็นข้อเสียของหญ้าชนิดนี้ เนื่องจากหญ้าญี่ปุ่นมีลำต้นและใบแข็งกระด้างมาก ดังนั้นการใช้เครื่องตัดหญ้า ต้องมีกำลังสูง และมีใบมีด ที่คมมาก ใช้กรรไกรดัตไม่กี่วันก็หมดแรง เพราะมันขึ้นเป็นกระจุกทำให้ตัดยาก ลำต้น และใบก็เหนี่ยวด้วย ซึ่งทำให้กินแรงใน การตัดมาก แม้กระทั่งใช้ เครื่องตัดหญ้า ก็ต้องลับมีดบ่อยครั้ง เพื่อให้คมอยู่เสมอ

การขยายพันธุ์

สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด และใช้ส่วนต่าง ๆ ปลูก เช่น ลำต้น เหง้า ไหล แต่นิยมกันมากก็ใช้ส่วนต่าง ๆ โดยปลูกแยกต้นปลูก การปลูกเป็นกระจุก และการปูเป็นแผ่น ๆ ส่วนการปลูกด้วยเมล็ดไม่นิยมเพราะการเจริญเติบโตช้ามาก

ข้อดี เป็นหญ้าที่เล็กมองดูแล้วสวยงามดี เหมาะสำหรับปลูกเป็นสวนหย่อม และพื้นที่ก็ควรไม่กว้างมากนัก และใช้ปลูกในบริเวณ ที่เป็นทางเข้าได้ดี เพราะสามารถป้องกัน และควบคุมไม่ให้บุกรุกบน ทางเท้า ได้ง่ายกว่าหญ้าชนิดอื่น

ข้อจำกัด ใบหญ้าจะแข็งกระด้าง และปลายใบเล็กเรียวแหลม ทิ่มตำระคายผิวหนัง การตัดลำบากและกินแรงมาก

 

หญ้าชนิดนี้ มีถิ่นกำเนิดที่สถานีกสิกรรมจอร์เจีย รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา โดยผสมพันธุ์ ระหว่างหญ้าแพรกธรรมดา กับ หญ้าแพรกอัฟริกัน หรือที่เรียกว่า หญ้าฟลอริด้า โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้ทำกรีน (Green) ในสนามกอร์ฟและในสนามกีฬาที่ดีมาก เพราะเป็นหญ้าที่มีใบละเอียด ข้อปล้องสั้น ไม่มีดอก ทนต่อการเหยียบย่ำ และฟื้นตัวได้เร็ว ทางสถานี กสิกรรมจอร์เจีย ได้นำออกมาส่งเสริมเผยแพร่ให้ ประชาชนปลูกเมื่อ พ.ศ. 2499
ในเมืองไทยเรียกหญ้าชนิดนี้ว่า หญ้าทิฟกรีน เพราะจะได้ตรงกับ วัตถุประสงค์ที่ตั้งชื่อว่า เพื่อทำกรีนบน สนามกอร์ฟ ซึ่งจะเหมาะสมและเข้าใจง่ายกว่า หญ้าทิฟกรีน นี้ เก็บลักษณะของหญ้าแพรกไว้ได้เกือบทั้งหมด

ลักษณะทั่วไปหญ้าฟลอริด้า

ลำต้นเล็กมีข้อปล้องสั้น มีลำต้นใต้ดิน การเรียงตัวของปล้องจะสั้นยาวสลับกันไป
ใบสีเขียวออกเข้ม ใบเล็กละเอียดและอ่อนนุ่มเมื่อสัมผัส การออกดอก และเมล็ดน้อยมาก หรือไม่มีเลย ถ้ามีไนโตรเจนต่ำ ก็จะออกดอกได้ การเจริญเติบโตเร็ว ทำให้หญ้าขึ้นแน่นสนาม สามารถทนต่อความแห้งแล้ง น้ำท่วม ทนต่อการเหยียบย่ำ และเมื่อเหยียบย่ำแล้ว หญ้าฟื้นตัวได้เร็ว ต้องปลูกในที่กลางแจ้ง เพราะไม่สามารถขึ้นในที่มีแสงน้อยหรือแดดรำไรได้ ถ้าปลูกหญ้านี้ในที่ร่มหญ้าจะเหลืองตายในที่สุด ระบบราก มีรากฝอยที่แย่กว้างลงไปในดินถึง 3 – 5 ฟุต จึงทำให้หญ้านี้ ทนต่อความ แห้งแล้ง ได้ดี เพราะสามารถดูดน้ำในระดับลึกได้ โดยเฉพาะดินร่วนรากจะลึก แต่ถ้าเป็นดินเหนียวรากจะไม่ลึกเท่าดินร่วน หญ้านี้ชอบดินร่วน ที่มีออกซิเจนสูง และมีการระบายน้ำได้ดี หญ้านี้สามารถตัดสั้นได้ ยังมีความทนทานต่อโรคด้วย

– ทนต่อความร้อนและแห้ง จะทนแล้งได้นาน เมื่อขาดน้ำก็จะไม่กระทบกระเทือนมากนัก เพราะหญ้านี้มีระบบรากลึก และทนต่อน้ำท่วมได้ ชั่วระยะหนึ่ง แต่ในน้ำที่ขังจะเจริญเติบโตได้ไม่ดี อาจจะตายได้
– ทนต่อการเหยียบย่ำ และฟื้นตัวได้รวดเร็ว
– สามารถปลูกได้ในดินทั่ว ๆ ไป ตั้งแต่ดินเหนียวถึงดินทราย แต่ชอบดินร่วนที่มีการระบายน้ำดี ดดยเฉพาะดินร่วนปนทราย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์สูงและมีความชื้นค่อนข้างดี และดินควรมีความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 5.0 – 7.5 รวมทั้ง ยังทนต่อดินเค็ม ได้บ้างพอสมควร สามารถปลูกในบริเวณชายทะเลได้ ในที่น้ำขังแฉะจะเจริญได้ไม่ดี

การดูแลรักษาหญ้าชนิดนี้ ต้องดูแลดี ต้องเสียเวลาและแรงงานมาก และยังต้องการปุ๋ยไนโตรเจนสูง รวมทั้งการรักษาความชื้นของดิน ตลอดจนโรคแมลงต้องคอยดูแลรักษาบ่อย ๆ จึงจะทำให้สนามที่ปลูกหญ้าชนิดนี้สมบูรณ์และสวยงามหญ้าจะขึ้นหนาแน่นมาก มีความสม่ำเสมอและคุณภาพสูง

ประโยชน์หญ้าฟลอริด้า

หญ้าทิฟกรีนเป็นหญ้าที่สวยงามใบละเอียดนิ่ม ใช้ปลูกเป็นสนามหญ้าได้เกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ สนามหญ้า สนามเด็กเล่น และสวนประดับ สวนญี่ปุ่นได้ดี แต่จะเหมาะสำหรับทำกรัน และทำที่บนสนามกอล์ฟ แต่ไม่นิยมทำสนามฟุตบอล หรือสนามกีฬาหนัก ๆ ประเภทอื่น เพราะไม่สามารถทนต่อการเหยียบย่ำหนัก ๆ จนเกินไปได้

การตัดหญ้าฟลอริด้า

การตัดหญ้าชนิดนี้ จะต้องตัดบ่อยครั้งมาก คือประมาณ 7 – 10 วันต่อครั้ง และจะต้องตัดหญ้าต่ำประมาณ 0.5 – 1.0 นิ้ว จึงจะทำให้สนามหญ้าสวยงาม เครื่องตัดหญ้าควรจะต้องมีกำลังดี และมีลูกกลิ้งด้วย ใบมีดต้องคม

การขยายพันธุ์หญ้าฟลอริด้า

ใช้เฉพาะลำต้นปลูก ไม่ใช่เมล็ดเพราะหญ้านี้ไม่ค่อยออกดอก เนื่องจากเป็นหญ้าลูกผสม โดยปลูกแบบเป็นจุก หรือปูเป็นแผ่น ๆ ก็ได้

ข้อดี
เป็นหญ้าที่มีใบละเอียดเล็กและนิ่มเมื่อสัมผัส ใช้ปลูกเป็นสนามหญ้าทั่ว ๆ ไปได้ ซึ่งจะได้สนามหญ้าที่มีคุณภาพดี เพราะหญ้านี้เป็นดาราของหญ้าทำสนามทั้งหลาย

ข้อจำกัด
ม่เป็นที่นิยมของท้องตลาด หาซื้อได้อยากต้องสั่งซื้อลวงหน้า เพราะเมื่อแซะแล้วตัดเป็นแผ่นจะเหลืองง่าย ทำให้ราคาแพง
ปลูกในที่ร่มหรือในที่มีแสงรำไรไม่ได้ การดูแลรักษาให้ถูกวิธีจึงจะทำให้สนามหญ้าสวยงาม และต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก
ไม่ทนต่อการเหยียบย่ำมากนักสนามหญ้าชนิดนี้ จึงใช้งานได้แคบกว่าหญ้าชนิดอื่น ๆ

หญ้าอยู่ในตระกูล แกรมมิเนื้อ (Gramineae) เป็นพื้ชใบเลี้ยงเดี่ยว ซึ่งมีลักษณะทางพฤษศาสตร์ ดังต่อไปนี้

ราก หญ้ามีระบบรากเป็นรากฝอย ประกอบด้วยรากเล็ก ๆ ขนาดเท่ากันเป็นจำนวนมาก และรากนี้เกิดจากต้นโดยตรง หรือเกิดจากข้อที่อยู่ผิวดินหรือข้อที่อยู่ใต้ดิน การเจริญเติบโตของราก ขึ้นอยู่กับความชื้น อุณหภูมิ โครงสร้างของดิน ความลึกของดิน และความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยเฉพาะความชื้นที่สำคัญที่สุด
ลำต้น มีลักษณะเป็นข้อและปล้อง แต่ละปล้องมีขนาดไม่เท่ากัน แตกต่างกีนไปตามพันธุ์ จำนวนปล้องจะเท่ากับจำนวนของใบหญ้า ส่วนตาจะอยู่ที่ข้อตรงซอกใบข้อละ 1 ตา สลับกันไปจากข้อหนึ่งไปอีกข้อหนึ่ง การเจริญเติบโตมีทั้งการเจริญเติบโตทางยอด และด้านข้างเป็นการแตกหน่อ หรือแตกแขนงออกจากตาที่ตรงซอกใบระหว่างกาบใบและลำต้นเป็นข้อใหม่ ที่เรียกว่า การแตกกอ โดยจะแตกกิ่งทางด้านซ้าย และขวาสลับกันไป

ลำต้นของหญ้า มีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ ดังนี้

1. ลำต้นจากต้นอ่อน หรือลำต้นที่เกิดจากหัวใต้ดิน สำหรับลำต้นที่เกิดจากต้นอ่อนนั้น เป็นลำต้นที่งอกออกจากเมล็ด ส่วนลำต้นที่เกิดจากส่วนหัวใต้ดิน ที่เก็บสะสมอาหารไว้ใช้ในยามขาดแคลนอาหารในฤดูแล้ง เมื่อมีสะภาพเหมาะสมก็จะเจริญดันทะลุดินขึ้นมาเป็นต้นใหม่ เช่น หญ้าแห้วหมู
2. ลำต้นที่อยู่ใต้ดินเป็นเหง้า (Rhizome) ลำต้นนี้จะมีข้อและปล้องเลื้อยขนานกับผิวดิน บนเหง้าจะมีตาอยู่ เมื่อลำต้นบนดินถูกทำลายไป เหง้านี้จะเจริญเติบโตเป็นลำต้นใหม่ได้ เช่น หญ้าคา หญ้าแพรก สำหรับลักษณะของเหง้านี้ จะแตกกันไปตามชนิดของหญ้า บางชนิดเหง้ายาวบางชนิดเหง้าสั้น
3. ลำต้นที่เลื้อยบนดินเป็นไหล (Stolon) จะมีข้อและปล้องสั้นเช่นกัน โดยไหลนี้จะทาบราบในแนวระดับผิวดิน เมื่อไหลทอดไปตรงไหน ก็จะแตกรากที่ข้อ แล้วเกิดเป็นต้นใหม่ เช่นนี้เรื่อย ๆ ไป เช่น หญ้าแพรก หญ้ามาเลเชีย หญ้ากำมะหยี่ หญ้าญี่ปุ่น

ใบ ประกอบด้วย

1. กาบใบ จะหุ้มอยู่กับลำต้นแน่น กาบใบส่วนมากด้านข้าง ๆ ของกาบใบทั้ง 2 ข้างจะทับกัน
2. แผ่นใบหรือตัวใบ จะมีลักษณะแบน เล็ก ยาวเรียวคล้ายใบหอกส่วนที่ใกล้จะถึงโคนใบจะกว้างกว่าส่วนอื่น ๆ เส้นใบจะขนานกับความยาวของใบ ผิวใบจะมีทั้งเรียบและหยาบเพราะผิวใบมีขนบางชนิด ผิวใบจะมีขี้ผึ้งแฉาบกันน้ำระเหย หรือป้องกันศัตรูมารบกวนหรือทำลาย
3. เยื่อกันน้ำ จะอยู่บริเวณข้อต่อระหว่างใบและกาบใบด้านในเป็นแผ่นเหยื้อบาง ๆ สีขาวหรือสีน้ำตาลแล้วแต่พันธุ์ ขอบรอบนอกของเยื่ออาจมีขนหรือไม่มีขนก็ได้
4. ใบหู อยู่บริเวณข้อต่อระหว่างแผ่นใบและกาบใบทางด้านข้างของข้อต่อ มีลักษระเป็นพู่คล้ายหางกระกรอก อาจจะมี 1 – 2 อัน ถ้ามี 2 อัน จะอยู่ข้างละ 1 อัน ใบแก่อาจไม่พบเพราะมันร่วงไปก็ได้
ส่วนของใบทั้งหมดนี้ จะตั้งอยู่ในบริเวณข้อและปล้อง ใบหญ้าแต่ละพันธุ์จะมีความยาว กว้างยาว กว้าง สี และรูปทรง ตลอดจน การกระทำมุมของใบกับต้นแตกต่างกันไป สำหรับใบหญ้ากับใบข้าว แม้ว่าจะอยู่ในพืชตระกูลเดียวกัน แต่มีลักษณะแตกต่างกัน กล่าวคือ
1. ใบหญ้า จะมีเยื้อกันน้ำ หรือใบหูอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจมีทั้ง 2 อย่างเลยก็ได้
2. ใบข้าวจะมีทั้งเยื่อกันน้ำ และหูใบ

ช่อดอก เป็นกลุ่มของดอก ที่มีดอกย่อย หรือก้านดอกเดียวกัน
ดอก ในแต่ละกลุ่มของดอก จะมีดอกย่อย และดอกย่อยนี้ จะเกิดบนแกนกลางของช่อดอก ซึ่งดอกย่อยจะมีทั้งดอกย่อยที่เป็นดอกเดี่ยว ๆ หรือดอกย่อยที่มีหลายดอกก็ได้ และดอกย่อยจะเกิดสลับกันไปบนแกนก้านดอก ในแต่ละดอกย่อย จะมีกลีบดอก 2 อัน ประกบกันอยู่ข้างบนและข้างล่าง มีเกสรอยู่ 3 อัน เกสรตัวเมีย 1 อัน โดยทั่วไปดอกของพืชตระกูลหญ้าจะเป็นดอกสมบูรณ์เพศ แต่ก็จะมีดอกบางชนิดเป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศ โดยแยกกันอยู่คนละช่อ หรือคนละต้น

การจัดระเบียบของกลุ่มดอก แบ่งเป็น 3 แบบดังนี้

1. ดอกที่เกิดบนแกนกลางของช่อดอก และแต่ละก้านดอกยาวเท่า ๆ กัน
2. ดอกที่เกิดจากแกนกลางของช่อดอก แต่ไม่มีก้านของดอก
3. ดอกที่มีก้านช่อดอก ที่แตกเป็นกิ่งก้านมาก

เมล็ด เนื่องจากที่หญ้ามีดอกมากดังกล่าวมาแล้ว หญ้าจึงมีเมล็ดมากจึงทำให้เป็นปัญหาว่าหญ้ากระจายไปได้รวดเร็ว จึงเป็นวัชพืช ในที่สุดใด้เมล็ดหญ้า จะมีเมล็ดที่เล็ก ภายในจะมีแป้ง และน้ำตาลอยู่บ้างเล็กน้อย แลวจะมีเปลือกที่เป็นแผ่นแข็ง 2 แผ่นประกบกันอยู่ นอกจากนี้ยังมีโปรตีนเป็นส่วนประกอบด้วย แต่จำนวนแป้ง น้ำตาล และโปรตีน จะน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของหญ้า
สำหรับเปอร์เซ็นต์การงอกของหญ้าจาก เมล็ดแตกต่างกันไป ตั้งแต่พวกที่งอกได้ดีในแต่ละสภาพอากาศ และพวกที่งอกได้บางสภาพ หญ้าบางชนิด มีปริมาณเมล็ดมากเกินไป ทำให้มันเป็นวัชพืชที่มีปัญหาเมื่อแพร่กระจายเมล็ดของมันออกไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *