รีวิว It’s Okay to Not Be Okay
รีวิว It’s Okay to Not Be Okay

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay : เรื่องหัวใจ ไม่ไหวอย่าฝืน กลิ่นทิม เบอร์ตันลอยมาตั้งแต่ฉากแรกกันเลยละ ซีรีส์เกาหลีเรื่องใหม่ เล่าเรื่องราวความรักแบบไม่ปกติธรรมดาของ มุนคังแท (คิมซูฮยอน) เจ้าหน้าที่สุขภาพชุมชนที่ดูแลผู้ป่วยจิตเวชและพี่ชาย มุนซังแท (โอจองเซ) ที่เป็นออทิสติกและเป็นแฟนคลับตัวยงของนางเอก ใช้ชีวิตเแบบผีตองเหลือง คือย้ายที่อยู่ เปลี่ยนที่ทำงานไปเรื่อย ๆ และ โกมุนยอง (ซอเยจี) นักเขียนนิทานเด็กสายดาร์ก ชื่อเสียงโด่งดัง มีภาวะต่อต้านสังคมและเป็นโรคชอบหยิบฉวย ตัวซีรีส์เคลมว่าเป็นโรแมนติกแฟนตาซี แต่ขอโทษเถอะค่ะความโรแมนติกแฟนตาซี มันถูกผสมกลมกลืนไปกับความดาร์ก ที่เสียดสีในเชิงตลกร้ายและสะกิดต่อมคอมเมดี้กันเบา ๆ

เรื่องของเด็กหญิงและเด็กชาย ดูหนังพากไทย

เป็นปกติธรมดาของซีรีส์แต่ละเรื่องที่จำเป็นต้องปูพื้นตัวละครให้คนดูเข้าใจที่มาที่ไปซะก่อน เรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่การปูพื้นกลับแตกต่างออกไปจากซีรีส์ที่ใช้คำว่าโรแมนติกนำหน้า ด้วยการนำ stop motion มาใช้ในการเล่าเรื่อง ที่ดึงดูดความสนใจและเผยความดาร์กออกมาได้อย่างสวยงาม ที่ถึงจะไม่ได้บอกออกมาตรง ๆ แต่ก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่า สองคนนี้เคยมีอดีตที่เกี่ยวข้องกันมาก่อน

เด็กสาวที่โกรธทุกคนบนโลกใบนี้เพราะมองว่าเธอคือตัวประหลาด โดดเดี่ยวและไร้เพื่อน วันหนึ่งเด็กหญิงช่วยชีวิตเด็กชายโดยไม่ตั้งใจ เด็กชายหน้าตาอ่อนโยนก็เดินตามเด็กหญิงต้อย ๆ จนวันหนึ่งก็พบว่า เธอมันช่างน่ากลัวจริง ๆ เด็กหญิงถามเด็กชายว่า “เธอจะอยู่ข้างฉันไปตลอดใช่ไหม”….”แน่นอน” เด็กชายตอบ เด็กหญิงก็จับผีเสื้อมาฉีกเล่นต่อหน้าต่อตาจ้ะ หนุ่มน้อยแต๋วแตกวิ่งหายลับไปในทุ่งดอกไม้หลากสี แล้วภาพก็ตัดมาที่นางเอกตัวจริงยืนนิ่งอยู่บนปราสาท อารมณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้อง เฟรมภาพ แสงสีครอบคลุมไปถึงเครื่องแต่งกายสไตล์โกธิคที่ โกมุนยอง สวมใส่ บ่งบอกความเป็นตัวตนของนางเอกอย่างชัดเจน

การเล่าเรื่องในแบบผสมผสานหลากอารมณ์

จากจุดเริ่มต้นภาพก็ตัดมาเล่าในมุมของ มุนคังแท ที่มีชีวิตต่างกันสุดขั้ว วัน ๆ ต้องดูแลพี่ชายที่เป็นออทิสติก ต้องเปลี่ยนงาน ต้องย้ายบ้าน ซีรีส์แสดงให้เห็นถึงความอ่อนโยนของ มุนคังแท ภายใต้แววตาที่อมทุกข์ จากภาระที่แบกไว้กับอดีตที่ต้องการลืมและหนีหายไปจากมัน ชูความต่างของพระเอกนางเอกที่ชีวิตต้องมาบรรจบพบเจอกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ผสมกับงานกราฟิติลายเส้นสายดาร์กจากภาพประกอบหนังสือของ  โกมุนยอง แล้วตบท้ายด้วยการเล่าว่า มีเด็กคนหนึ่งถูกลบฝันร้ายออกไปจากความทรงจำด้วยน้ำมือของแม่มด  แต่เขากลับไม่มีความสุข เพราะการลบความทรงจำไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เราควรจะจดจำบาดแผลในอดีตเอาไว้ ต่อสู้และเผชิญหน้ากับมันเพื่อเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง ถึงจะได้พบกับความสุขที่แท้จริง การเล่าเรื่องลักษณะนี้สารภาพเลยว่า ชอบมาก ๆ เป็นการส่วนตัว ถือเป็นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาผ่านการเล่าเรื่องจากภาพ และไม่ยากเลยในการทำความเข้าใจ ซึ่งซีรีส์ก็ทำออกมาได้ดีจนดูแล้วยิ้ม ซึ่งทำให้เห็นชัดเลยว่าผู้เขียนบทและทีมสร้างทำการบ้านมาดีขนาดไหน

อารมณ์ของเรื่องคล้าย ๆ กับคนเป็นไบโพลาร์อยู่เหมือนกันนะคะ เป็นซีรีส์ที่เปลี่ยนอารมณ์ฉับไวเหมือนใจมนุษย์ สุขอยู่ดี ๆ ขำกันอยู่หลัด ๆ ก็เข้าโหมดเศร้าแล้วโผล่ไปโหมดจิตได้หน้าตาเฉย เปลี่ยนกันปุบปับแต่ก็กลับทำออกมาได้สมูทเอาซะอย่างนั้นและที่สำคัญ ซาวด์ประกอบสามารถชี้นำอารมณ์ในจุดนั้นให้คล้อยตามและล้อไปกับเนื้อเรื่องได้แบบเนียน ๆ

งานภาพเล่นกับความคอนทราสต์แปลกตา

มั่นใจเลยว่าทีมสร้างซีรีส์เรื่องนี้ต้องเป็นสาวก ทิม เบอร์ตัน อย่างแน่นอน ก็ถ้าจะกลิ่นชัดซะขนาดนี้จะมีไอดอลเป็นใครไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพบรรยากาศ โลเคชันที่เป็นบ้านของนางเอก ชุดที่สวมใส่หรือบุคลิกท่าทางที่แสดงออก ซีรีส์แทนภาพที่ไม่น่าดูชวนขยะแขยงด้วยภาพอื่น ๆ เป็นสื่อสัญลักษณ์ให้เราเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า และสร้างอารมณ์ใหม่สอดเข้ามาคืออารมณ์ขันที่ทำให้เราเผลอหัวเราะในหลาย ๆ ฉาก ก็เรียกได้ว่าไม่ทิ้งสายเลือดละครเกาหลี ที่ถึงแม้จะชูความดาร์ก ชูโรแมนติกหรือดราม่า แต่อารมณ์ขันก็ต้องมาเสิร์ฟอยู่ตลอดไม่มีขาด มีการเล่นกับความต่างด้วยการใส่กรอบฟุ้งสีชมพูเวลาแฟลชแบ็กทั้ง ๆ ที่เรื่องที่นึกถึงมันไม่ได้ชมพูไปด้วยเลย มีการใช้ stop motion มาผสมผสานในบางช่วง หรือแม้กระทั่งสื่ออารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ลึก ๆ ภายในใจ โดยให้นางเอกมีร่างใหญ่ยักษ์แบบปีศาจแปลงร่างในคาเมนไรเดอร์ มีการวางเฟรมและมุมกล้องซ้ำ ๆ อย่างตั้งใจเหมือนต้องการจะสื่อว่า “อย่าหลีกหนีการเผชิญหน้า เพราะไม่ว่าเราต้องการจะหนีสักกี่ครั้ง ก็ไม่มีทางที่จะหนีมันได้พ้น” คิมซูฮยอน ในบท มุนซังแท กับบทที่ต้องแบกรับภาระในการดูแลพี่ชาย ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแต่อมทุกข์ที่ต้องฝืนยิ้มเพื่อความสุขของคนที่ตัวเองรัก จนเพื่อนเอ่ยปากออกมาว่า “รอยยิ้มของนายมันเหมือนโจ๊กเกอร์เลยว่ะ” คิมซูฮยอน ทำได้ดีในบทนี้เลยนะ แถมไอ้คำว่า งดงาม ที่นางเอกพูดออกมาก็ไม่เกินจริง ซีนเข้าพระเข้านางถึงจะดูไม่ปกติธรรมดาอย่างซีนพระนางทั่วไป แต่ก็ทำให้เราเผลอจิ้นและมีความสุขได้เมื่อสองคนนี้ได้อยู่ด้วยกัน มีซึ้งทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะซึ้ง สองคนสามารถสร้างความรู้สึกร่วมให้คนดูรู้สึกได้ว่า

“เพราะโลกนี้มีคนไข้ที่ไม่สวมชุดคนไข้มากมายเหลือเกิน”

ในปัจจุบันปัญหาสุขภาพจิต ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เป็นภัยเงียบที่คุกคามพวกเราอย่างไร้เสียง แน่นอนอาการป่วยทางจิตไม่ใช่เรื่องไกลตัว พวกเราทุกคนล้วนมีความทรงจำที่เจ็บปวด และบาดแผลที่หล่อหลอมจนกลายเป็นฝันร้ายที่ยากจะลบเลือนด้วยกันทั้งนั้น ฝันร้ายเหล่านั้นกลายเป็นบ่วงที่มัดปมทิ้งไว้ในใจเรา ปมที่รอคอยใครซักคนเข้ามาเพื่อคลายมันและโอบกอดความเป็นเราอย่างเข้าใจ ให้ตัวเรานั้น ‘กล้า’ ที่จะมีความสุขอย่างที่เราเคยเฝ้ารอคอยให้มันมาถึงเราในเร็ววัน

It’s Okay to Not Be Okay เป็นซีรีส์ที่หยิบยกประเด็นสุขภาพจิตมานำเสนอไปพร้อมกับการสอดแทรกวิธีการเยียวยากันและกันของตัวละครในเรื่อง ผ่านนิทานในแต่ละตอนและคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยพลังใจ และข้อคิด ทุกรายละเอียดในเรื่องถูกสรรสร้างออกมาอย่างบรรจงและประณีตได้อย่างไร้ที่ติ ซีรีส์เรื่องนี้เหมือนพาเราท่องเข้าไปในโลกของนิทานที่ตัวเอกของเรื่องล้วนไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ได้มีเพียงผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชรื่นรมย์เท่านั้นที่ต้องการการเยียวยา คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้ใช้ชีวิตในโรงพยาบาลอย่างมุนคังแท (รับบทโดย คิมซูฮยอน) ผู้ดูแลในโรงพยาบาลที่ต้องดูแลพี่ชายมุนซังแท (รับบทโดย โอจองเซ) ที่เป็นออทิสติก และ โกมุนยอง (รับบทโดย ซอเยจี) นักเขียนวรรณกรรมเด็กผู้โด่งดังที่เต็มไปด้วยปมในวัยเด็ก ก็ต่างต้องการการเยียวยาด้วยเช่นกัน

ในซีรีส์สามารถเล่าประเด็นที่หนักหน่วงนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบและนุ่มลึกทำให้เราเห็นว่าปัญหาสุขภาพจิตมันไม่ได้ไกลตัวเรา ‘คนทั่วไปในสังคม’ รวมไปถึง ‘คนใกล้ตัวเรา’ ที่เรามักจะมองข้ามเพียงเพราะเห็นว่าพวกเขาโอเคดีแต่ความเป็นจริงแล้วภายในที่เขาไม่ได้แสดงออกให้เราเห็นอาจจะไม่ได้โอเค และส่งเสียงเรียกร้องให้เราช่วยผ่านท่าทีที่ปกตินั้นก็เป็นได้

นิทาน : โลกแฟนตาซีที่แสนโหดร้าย

          นิทานภายในเรื่องถือได้ว่าเป็นจุดเด่นหลัก และสร้างความน่าตื่นเต้นให้กับคนดูได้เป็นอย่างมาก เพราะยังไม่เคยมีซีรีส์เรื่องไหนหยิบยกนิทานเข้ามาเป็นแก่นเรื่องหลักในการเล่าเรื่องเลย แถมภายในเรื่องยังมีนิทานที่ถูกแต่งขึ้นมาใหม่เพื่อให้เข้ากับบริบทในแต่ละตอน มันทำให้เราสนุกไปกับการคาดเดาเนื้อเรื่อง คาดเดาชื่อตอน และคาดเดาว่าในตอนนั้นๆนิทานเรื่องไหนจะถูกหยิบยกขึ้นมา นิทานทั้ง 16 ตอนไม่ได้ถูกปล่อยให้จมหายไปเมื่อผ่านตอนของตัวเอง แต่มันถูกจับกลับมาบอกเล่าเนื้อเรื่องของตอนอื่นๆ ถูกจับมาเป็นคำใบ้และถูกจับมาเป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวละคร ได้อย่างลงตัวและสวยงาม มันแสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่เป็นการหยิบเอานิทานมาเสริมให้ดูน่าสนใจเฉยๆ แต่เป็นการเอานิทานเป็นตัวหลักในการดำเนินเนื้อเรื่องให้เดินทางไปถึงตอนจบ

           ยกตัวอย่างเช่น ใน Ep.4 นิทานเรื่อง เด็กน้อยซอมบี้ เป็นนิทานที่ได้ออกมาโลดแล่นในตอนนี้ เรื่องราวของเด็กชายที่มีรูปร่างลักษณะแตกต่างจากเด็กทั่วไป เมื่อโตขึ้นแม่ของเขาก็สังเกตุได้ว่าลูกชายของเขาเป็นแค่ซอมบี้ที่ต้องการเพียงอาหารประทังชีวิตเท่านั้น เธอจึงเลี้ยงเขาอย่างหลบซ่อนๆจนกระทั่งโรคร้ายมาเยือนเธอจึงยอมเอาตัวเองเป็นอาหารมื้อสุดท้ายให้แก่ลูกชายของเธอ แต่ในมื้อสุดท้ายที่เธอยอมสละร่างกายของตัวเองนั้น ลูกน้อยที่เธอคิดว่าเป็นซอมบี้ผู้หิวโหยมาตลอดก็โผกอดเธอที่เหลือแต่ลำตัว  แล้วพูดออกมาเป็นครั้งแรกว่า “แม่ช่างอบอุ่นเหลือเกิน” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่อธิบายเบื้องหลังครอบครัวของตัวละครหลักอย่าง โกมุนยอง และมุนคังแทได้เป็นอย่างดี พวกเขาทั้ง 2 ต่างก็ถูกมองว่าเป็นเพียงซอมบี้ที่ไร้ความรู้สึกแต่ความจริงแล้วพวกเขากลับโหยหาสิ่งที่เรียกว่า ‘ความใส่ใจ’และ ‘ความอบอุ่น’ มากกว่าอาหารที่ทำให้อิ่มท้องเสียอีก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *