รีวิว It’s Okay to Not Be Okay : เรื่องหัวใจ ไม่ไหวอย่าฝืน

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay
รีวิว It’s Okay to Not Be Okay

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay : เรื่องหัวใจ ไม่ไหวอย่าฝืน กลิ่นทิม เบอร์ตันลอยมาตั้งแต่ฉากแรกกันเลยละ ซีรีส์เกาหลีเรื่องใหม่ เล่าเรื่องราวความรักแบบไม่ปกติธรรมดาของ มุนคังแท (คิมซูฮยอน) เจ้าหน้าที่สุขภาพชุมชนที่ดูแลผู้ป่วยจิตเวชและพี่ชาย มุนซังแท (โอจองเซ) ที่เป็นออทิสติกและเป็นแฟนคลับตัวยงของนางเอก ใช้ชีวิตเแบบผีตองเหลือง คือย้ายที่อยู่ เปลี่ยนที่ทำงานไปเรื่อย ๆ และ โกมุนยอง (ซอเยจี) นักเขียนนิทานเด็กสายดาร์ก ชื่อเสียงโด่งดัง มีภาวะต่อต้านสังคมและเป็นโรคชอบหยิบฉวย ตัวซีรีส์เคลมว่าเป็นโรแมนติกแฟนตาซี แต่ขอโทษเถอะค่ะความโรแมนติกแฟนตาซี มันถูกผสมกลมกลืนไปกับความดาร์ก ที่เสียดสีในเชิงตลกร้ายและสะกิดต่อมคอมเมดี้กันเบา ๆ

เรื่องของเด็กหญิงและเด็กชาย ดูหนังพากไทย

เป็นปกติธรมดาของซีรีส์แต่ละเรื่องที่จำเป็นต้องปูพื้นตัวละครให้คนดูเข้าใจที่มาที่ไปซะก่อน เรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่การปูพื้นกลับแตกต่างออกไปจากซีรีส์ที่ใช้คำว่าโรแมนติกนำหน้า ด้วยการนำ stop motion มาใช้ในการเล่าเรื่อง ที่ดึงดูดความสนใจและเผยความดาร์กออกมาได้อย่างสวยงาม ที่ถึงจะไม่ได้บอกออกมาตรง ๆ แต่ก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่า สองคนนี้เคยมีอดีตที่เกี่ยวข้องกันมาก่อน

เด็กสาวที่โกรธทุกคนบนโลกใบนี้เพราะมองว่าเธอคือตัวประหลาด โดดเดี่ยวและไร้เพื่อน วันหนึ่งเด็กหญิงช่วยชีวิตเด็กชายโดยไม่ตั้งใจ เด็กชายหน้าตาอ่อนโยนก็เดินตามเด็กหญิงต้อย ๆ จนวันหนึ่งก็พบว่า เธอมันช่างน่ากลัวจริง ๆ เด็กหญิงถามเด็กชายว่า “เธอจะอยู่ข้างฉันไปตลอดใช่ไหม”….”แน่นอน” เด็กชายตอบ เด็กหญิงก็จับผีเสื้อมาฉีกเล่นต่อหน้าต่อตาจ้ะ หนุ่มน้อยแต๋วแตกวิ่งหายลับไปในทุ่งดอกไม้หลากสี แล้วภาพก็ตัดมาที่นางเอกตัวจริงยืนนิ่งอยู่บนปราสาท อารมณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้อง เฟรมภาพ แสงสีครอบคลุมไปถึงเครื่องแต่งกายสไตล์โกธิคที่ โกมุนยอง สวมใส่ บ่งบอกความเป็นตัวตนของนางเอกอย่างชัดเจน

การเล่าเรื่องในแบบผสมผสานหลากอารมณ์

จากจุดเริ่มต้นภาพก็ตัดมาเล่าในมุมของ มุนคังแท ที่มีชีวิตต่างกันสุดขั้ว วัน ๆ ต้องดูแลพี่ชายที่เป็นออทิสติก ต้องเปลี่ยนงาน ต้องย้ายบ้าน ซีรีส์แสดงให้เห็นถึงความอ่อนโยนของ มุนคังแท ภายใต้แววตาที่อมทุกข์ จากภาระที่แบกไว้กับอดีตที่ต้องการลืมและหนีหายไปจากมัน ชูความต่างของพระเอกนางเอกที่ชีวิตต้องมาบรรจบพบเจอกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ผสมกับงานกราฟิติลายเส้นสายดาร์กจากภาพประกอบหนังสือของ  โกมุนยอง แล้วตบท้ายด้วยการเล่าว่า มีเด็กคนหนึ่งถูกลบฝันร้ายออกไปจากความทรงจำด้วยน้ำมือของแม่มด  แต่เขากลับไม่มีความสุข เพราะการลบความทรงจำไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เราควรจะจดจำบาดแผลในอดีตเอาไว้ ต่อสู้และเผชิญหน้ากับมันเพื่อเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง ถึงจะได้พบกับความสุขที่แท้จริง การเล่าเรื่องลักษณะนี้สารภาพเลยว่า ชอบมาก ๆ เป็นการส่วนตัว ถือเป็นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาผ่านการเล่าเรื่องจากภาพ และไม่ยากเลยในการทำความเข้าใจ ซึ่งซีรีส์ก็ทำออกมาได้ดีจนดูแล้วยิ้ม ซึ่งทำให้เห็นชัดเลยว่าผู้เขียนบทและทีมสร้างทำการบ้านมาดีขนาดไหน

อารมณ์ของเรื่องคล้าย ๆ กับคนเป็นไบโพลาร์อยู่เหมือนกันนะคะ เป็นซีรีส์ที่เปลี่ยนอารมณ์ฉับไวเหมือนใจมนุษย์ สุขอยู่ดี ๆ ขำกันอยู่หลัด ๆ ก็เข้าโหมดเศร้าแล้วโผล่ไปโหมดจิตได้หน้าตาเฉย เปลี่ยนกันปุบปับแต่ก็กลับทำออกมาได้สมูทเอาซะอย่างนั้นและที่สำคัญ ซาวด์ประกอบสามารถชี้นำอารมณ์ในจุดนั้นให้คล้อยตามและล้อไปกับเนื้อเรื่องได้แบบเนียน ๆ

งานภาพเล่นกับความคอนทราสต์แปลกตา

มั่นใจเลยว่าทีมสร้างซีรีส์เรื่องนี้ต้องเป็นสาวก ทิม เบอร์ตัน อย่างแน่นอน ก็ถ้าจะกลิ่นชัดซะขนาดนี้จะมีไอดอลเป็นใครไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพบรรยากาศ โลเคชันที่เป็นบ้านของนางเอก ชุดที่สวมใส่หรือบุคลิกท่าทางที่แสดงออก ซีรีส์แทนภาพที่ไม่น่าดูชวนขยะแขยงด้วยภาพอื่น ๆ เป็นสื่อสัญลักษณ์ให้เราเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า และสร้างอารมณ์ใหม่สอดเข้ามาคืออารมณ์ขันที่ทำให้เราเผลอหัวเราะในหลาย ๆ ฉาก ก็เรียกได้ว่าไม่ทิ้งสายเลือดละครเกาหลี ที่ถึงแม้จะชูความดาร์ก ชูโรแมนติกหรือดราม่า แต่อารมณ์ขันก็ต้องมาเสิร์ฟอยู่ตลอดไม่มีขาด มีการเล่นกับความต่างด้วยการใส่กรอบฟุ้งสีชมพูเวลาแฟลชแบ็กทั้ง ๆ ที่เรื่องที่นึกถึงมันไม่ได้ชมพูไปด้วยเลย มีการใช้ stop motion มาผสมผสานในบางช่วง หรือแม้กระทั่งสื่ออารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ลึก ๆ ภายในใจ โดยให้นางเอกมีร่างใหญ่ยักษ์แบบปีศาจแปลงร่างในคาเมนไรเดอร์ มีการวางเฟรมและมุมกล้องซ้ำ ๆ อย่างตั้งใจเหมือนต้องการจะสื่อว่า “อย่าหลีกหนีการเผชิญหน้า เพราะไม่ว่าเราต้องการจะหนีสักกี่ครั้ง ก็ไม่มีทางที่จะหนีมันได้พ้น” คิมซูฮยอน ในบท มุนซังแท กับบทที่ต้องแบกรับภาระในการดูแลพี่ชาย ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแต่อมทุกข์ที่ต้องฝืนยิ้มเพื่อความสุขของคนที่ตัวเองรัก จนเพื่อนเอ่ยปากออกมาว่า “รอยยิ้มของนายมันเหมือนโจ๊กเกอร์เลยว่ะ” คิมซูฮยอน ทำได้ดีในบทนี้เลยนะ แถมไอ้คำว่า งดงาม ที่นางเอกพูดออกมาก็ไม่เกินจริง ซีนเข้าพระเข้านางถึงจะดูไม่ปกติธรรมดาอย่างซีนพระนางทั่วไป แต่ก็ทำให้เราเผลอจิ้นและมีความสุขได้เมื่อสองคนนี้ได้อยู่ด้วยกัน มีซึ้งทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะซึ้ง สองคนสามารถสร้างความรู้สึกร่วมให้คนดูรู้สึกได้ว่า

“เพราะโลกนี้มีคนไข้ที่ไม่สวมชุดคนไข้มากมายเหลือเกิน”

ในปัจจุบันปัญหาสุขภาพจิต ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เป็นภัยเงียบที่คุกคามพวกเราอย่างไร้เสียง แน่นอนอาการป่วยทางจิตไม่ใช่เรื่องไกลตัว พวกเราทุกคนล้วนมีความทรงจำที่เจ็บปวด และบาดแผลที่หล่อหลอมจนกลายเป็นฝันร้ายที่ยากจะลบเลือนด้วยกันทั้งนั้น ฝันร้ายเหล่านั้นกลายเป็นบ่วงที่มัดปมทิ้งไว้ในใจเรา ปมที่รอคอยใครซักคนเข้ามาเพื่อคลายมันและโอบกอดความเป็นเราอย่างเข้าใจ ให้ตัวเรานั้น ‘กล้า’ ที่จะมีความสุขอย่างที่เราเคยเฝ้ารอคอยให้มันมาถึงเราในเร็ววัน

It’s Okay to Not Be Okay เป็นซีรีส์ที่หยิบยกประเด็นสุขภาพจิตมานำเสนอไปพร้อมกับการสอดแทรกวิธีการเยียวยากันและกันของตัวละครในเรื่อง ผ่านนิทานในแต่ละตอนและคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยพลังใจ และข้อคิด ทุกรายละเอียดในเรื่องถูกสรรสร้างออกมาอย่างบรรจงและประณีตได้อย่างไร้ที่ติ ซีรีส์เรื่องนี้เหมือนพาเราท่องเข้าไปในโลกของนิทานที่ตัวเอกของเรื่องล้วนไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ได้มีเพียงผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชรื่นรมย์เท่านั้นที่ต้องการการเยียวยา คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้ใช้ชีวิตในโรงพยาบาลอย่างมุนคังแท (รับบทโดย คิมซูฮยอน) ผู้ดูแลในโรงพยาบาลที่ต้องดูแลพี่ชายมุนซังแท (รับบทโดย โอจองเซ) ที่เป็นออทิสติก และ โกมุนยอง (รับบทโดย ซอเยจี) นักเขียนวรรณกรรมเด็กผู้โด่งดังที่เต็มไปด้วยปมในวัยเด็ก ก็ต่างต้องการการเยียวยาด้วยเช่นกัน

ในซีรีส์สามารถเล่าประเด็นที่หนักหน่วงนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบและนุ่มลึกทำให้เราเห็นว่าปัญหาสุขภาพจิตมันไม่ได้ไกลตัวเรา ‘คนทั่วไปในสังคม’ รวมไปถึง ‘คนใกล้ตัวเรา’ ที่เรามักจะมองข้ามเพียงเพราะเห็นว่าพวกเขาโอเคดีแต่ความเป็นจริงแล้วภายในที่เขาไม่ได้แสดงออกให้เราเห็นอาจจะไม่ได้โอเค และส่งเสียงเรียกร้องให้เราช่วยผ่านท่าทีที่ปกตินั้นก็เป็นได้

นิทาน : โลกแฟนตาซีที่แสนโหดร้าย

          นิทานภายในเรื่องถือได้ว่าเป็นจุดเด่นหลัก และสร้างความน่าตื่นเต้นให้กับคนดูได้เป็นอย่างมาก เพราะยังไม่เคยมีซีรีส์เรื่องไหนหยิบยกนิทานเข้ามาเป็นแก่นเรื่องหลักในการเล่าเรื่องเลย แถมภายในเรื่องยังมีนิทานที่ถูกแต่งขึ้นมาใหม่เพื่อให้เข้ากับบริบทในแต่ละตอน มันทำให้เราสนุกไปกับการคาดเดาเนื้อเรื่อง คาดเดาชื่อตอน และคาดเดาว่าในตอนนั้นๆนิทานเรื่องไหนจะถูกหยิบยกขึ้นมา นิทานทั้ง 16 ตอนไม่ได้ถูกปล่อยให้จมหายไปเมื่อผ่านตอนของตัวเอง แต่มันถูกจับกลับมาบอกเล่าเนื้อเรื่องของตอนอื่นๆ ถูกจับมาเป็นคำใบ้และถูกจับมาเป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวละคร ได้อย่างลงตัวและสวยงาม มันแสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่เป็นการหยิบเอานิทานมาเสริมให้ดูน่าสนใจเฉยๆ แต่เป็นการเอานิทานเป็นตัวหลักในการดำเนินเนื้อเรื่องให้เดินทางไปถึงตอนจบ

           ยกตัวอย่างเช่น ใน Ep.4 นิทานเรื่อง เด็กน้อยซอมบี้ เป็นนิทานที่ได้ออกมาโลดแล่นในตอนนี้ เรื่องราวของเด็กชายที่มีรูปร่างลักษณะแตกต่างจากเด็กทั่วไป เมื่อโตขึ้นแม่ของเขาก็สังเกตุได้ว่าลูกชายของเขาเป็นแค่ซอมบี้ที่ต้องการเพียงอาหารประทังชีวิตเท่านั้น เธอจึงเลี้ยงเขาอย่างหลบซ่อนๆจนกระทั่งโรคร้ายมาเยือนเธอจึงยอมเอาตัวเองเป็นอาหารมื้อสุดท้ายให้แก่ลูกชายของเธอ แต่ในมื้อสุดท้ายที่เธอยอมสละร่างกายของตัวเองนั้น ลูกน้อยที่เธอคิดว่าเป็นซอมบี้ผู้หิวโหยมาตลอดก็โผกอดเธอที่เหลือแต่ลำตัว  แล้วพูดออกมาเป็นครั้งแรกว่า “แม่ช่างอบอุ่นเหลือเกิน” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่อธิบายเบื้องหลังครอบครัวของตัวละครหลักอย่าง โกมุนยอง และมุนคังแทได้เป็นอย่างดี พวกเขาทั้ง 2 ต่างก็ถูกมองว่าเป็นเพียงซอมบี้ที่ไร้ความรู้สึกแต่ความจริงแล้วพวกเขากลับโหยหาสิ่งที่เรียกว่า ‘ความใส่ใจ’และ ‘ความอบอุ่น’ มากกว่าอาหารที่ทำให้อิ่มท้องเสียอีก

เจนนิเฟอร์ คิ้ม โพสต์ไม่เป็นไรคนเลิกติดตาม โพสต์ต่อไปได้ใจเต็มๆ ยอดฟอลโลว์พุ่งเลย

เจนนิเฟอร์ คิ้ม
เจนนิเฟอร์ คิ้ม

เจนนิเฟอร์ คิ้ม โพสต์ไม่เป็นไรคนเลิกติดตาม โพสต์ต่อไปได้ใจเต็มๆ ยอดฟอลโลว์ โพสต์ต่อไปตัวเลขพุ่งสูงแบบที่หลายคนต้องปรบมือให้ ทำเอานักร้องสาวรุ่นใหญ่ เจนนิเฟอร์ คิ้ม ประหลาดใจอยู่ไม่น้อยหลังตัวเลขคนกดติดตามนั้นลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเจ้าตัวได้ทราบถึงสาเหตุพร้อมกับไว้ถึงคนที่กดฟอลโลว์อยู่เป็นเหมือนบุญกฐินที่ได้ทำร่วมกันมา ยอดนี้เป็นออแกนิคมากๆ

และโพสต์ต่อมาของ เจนนิเฟอร์-คิ้ม ก็ทำเอาเจ้าตัวถึงกับแปลกใจมากๆ ที่ตัวเลขกลับมาพุ่งสูงกว่าเดิม นอกจากนี้เจ้าตัวยังได้เขียนข้อความถ่ายทอดความในใจไว้ด้วยว่า “แม่ขอกราบขอบพระคุณทุกๆกำลังใจของทุกๆ คนที่ฟอลด้วยความจงรักฯต่อพ่อหลวง ร.9 มันน่าเศร้าใจที่การแสดงความเคารพรักและเทิดทูนพ่อหลวง ร.9 ในทุกวันนี้ กลายเป็นความผิด จนหลายคนไม่กล้าแสดงออก”

นอกจากนี้เธอยังได้ฟาดไปถึงคนที่เข้ามาคอมเมนต์ด้วยถ้อยคำรุนแรงไว้อีกว่า “สำหรับแม่เอง แม่ทำในพื้นที่ของแม่ เหมือนเราตั้งโต๊ะไหว้เจ้าแล้วคนมาถีบโต๊ะเราล้มแล้วถ่มถุยใส่บ้านเรา…เราควรจะถีบหน้ามันมั๊ย?…เราควรจะตบปากมันเท่าอายุแม่มั๊ย?…แม่ไม่เคยไปวุ่นวายกับความคิดใครเพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิด  แต่ถ้าอยากมีเรื่อง…ข้อแรกมึงต้องใจถึง…ข้อที่ 2 มึงต้องเงินถึง…เมื่อจะต้องเผชิญหน้ามึงอย่าหนี!!!…เพราะแม้กำลังกายกูจะไปไม่ถึงมึง…แต่กำลังเงินกูไปถึง!…กูมั่นใจ”

สุดท้าย เจนนิเฟอร์ คิ้ม ได้เขียนข้อความปิดท้ายว่า “และแม่จะยังตั้งโต๊ะไหว้เจ้าต่อไปกับอีกหลายคนที่มาไหว้พร้อมๆ กับแม่ ด้วยความจงรักฯ จนวันตาย #ไหว้เจ้ากัน”

รีวิว MARTYRS (2008) ศรัทธาอำมหิต เรื่องราวของครอบครัวหนึ่งในบ้านพัก

รีวิว MARTYRS
รีวิว MARTYRS

รีวิว MARTYRS (2008) ศรัทธาอำมหิต เรื่องราวของครอบครัวหนึ่งในบ้านพักริมทางที่เพียบพร้อมไปด้วยครอบครัวที่แสนดีและอบอุ่น มีแม่ที่รักและเข้าใจรักลูกๆสองคน ทั้งพี่ชายคนโตและน้องสาวที่ร่าเริง เป็นครอบครัวที่สุดแสนจะมีความสุข แต่นั้นทำให้ฉันตัดสินอะไรได้บางอย่าง และ “ฉันจะฆ่าพวกมันทั้งหมด” Martyrs คือคนพิเศษที่สามารถอดทนต่อความทรมานทุกรูปแบบ สามารถมีชีวิตอยู่รอดจากความเจ็บปวดที่รุนแรงขั้นสุดได้ พวกเขาเป็นผู้ที่แบกความบาปทั้งหลายทั้งปวงของทุกสิ่งบนโลก จนในที่สุดเมื่อพ้นภาวะนี้แล้ว พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นผู้ที่สามารถมองเห็นสิ่งที่ปุถุชนธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้ ในที่นี่คือโลกหลังความตาย นี่คือที่มาของชื่อหนังเรื่องนี้

ลูซี่ (Mylene Jampanoi) เด็กสาวคนหนึ่งที่หนีจากสถา นแห่งหนึ่งจากที่คุมขังใต้ดินอย่างลับๆ ที่ได้รับการปฐมพยาบาลจนหายแต่ความจำของเธอกลับต้องสูญเสียไปบางส่วน ทำให้แพทย์มีมติคิดว่าอาจจะถูกทำร้ายทรมานมาอย่างหนัก จนกระทั่งเด็กสาวอันนา (Morjana Alaoui) คนไข้ของโรงพยาบาลได้เข้ามาเป็นเพื่อนกับเธอ จนเวลาดีๆผ่านไป 15 ปี สิ่งที่ไม่คาดกับต้องเกิดเมื่อเธอเห็นคนคุ้นหน้าที่เคยลักพาตัวเธอไปเมื่อ 15 ปีก่อนทำให้เกิดความสงสัยและสืบหาความจริงจนรู้ที่อยู่และครอบครัว และนั้นคือเหตุการณ์สุดโศรกนาฎกรรมก็จะเริ่มบังเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่หลับไหลที่เป็นความแค้นในใจต้องถูกปลุกขึ้นมาเพื่อกำจัดครอบครัววิปริตที่จับตัวเธอไปทรมานอย่างแสนสาหัสเมื่อ 15 ปีก่อน ปืนลูกซองพร้อมกระสุนถูกบรรจุและเตรียมอย่างดี เมื่อลูซี่และอันนาเพื่อนสนิทคอยช่วยเหลือก้าวไปยังสถานที่แห่งนั้น แต่มันจะเป็นการเริ่มเกิดขึ้นของเรื่องและตัวเธอที่ต้องเจอเรื่องราวอันน่าสยองขวัญอีกมากมาย

เรื่องอาจจะเริ่มได้สวยและอาจดูแฮปปี้กับครอบครัวที่ทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยแต่พอมีเสียงกดกริ๊งความบ้าคลั่งที่ห้ามไม่ได้ก็บังเกิดอย่างหยุดไม่อยู่ เป็นเหตุการณ์และความคิดที่คนดูแสนจะสุขกลายเป็นความสยองฝันร้ายที่ถูกเพราะบ่มอย่างไม่คาดฝัน เป็นหนังที่มีฉากการฆ่าแสนวิปริต แต่ไม่ถึงขั้นโรคจิตแต่ประมาณจิตเสื่อม เป็นหนังฝรั่งเศสครอบที่สร้างกระแสเกรี้ยวกราดรุนแรงได้อย่างน่าสะพรึง เปิดเรื่องปฐมบทได้น่ารักจนเป็นหนังครอบครัวที่พร้อมด้วย พ่อ แม่ ลูก พลันบางสิ่งมาเยือนที่หน้าประตูก็เหมือนกลายเป็นว่านรกมาเยือนพร้อมลูกซอง ที่มาไล่ยิงสมาชิกในบ้านทีละคน โดยไม่สนคำอ้อนวอนใดๆ เป็นฆาตกรรมด้วยกระสุนโหดล้างครอบครัวอย่างวิปริตผิดมนุษย์ เป็นหนังทำร้ายจิตใจคนดูเข้าขั้นรุนแรง เพราะมีสภาพจิตตกและคลั่งกันอย่างไม่สนใจ แต่ฆ่ากันอย่างมีเหตุผล และมีนัยแฝงถึงอารมณ์ที่เป็นศรัทธาของความอยู่รอดและปลอดภัยอย่างบ้าคลั่ง

หนังไม่ได้เป็นแค่ความรุนแรงทางจิตที่ถูกเรียกว่าบ้าและไร้สาระ แต่เป็นเรื่องที่แฝงด้วยปมความคิดของชีวิต ในตอนท้ายยังทิ้งปมปริศนาไว้ให้ผู้ชมขบคิดกันต่อ และเป็นปริศนาปลายเปิดที่ให้ผู้ชมสามารถคิดแตกต่างกันได้หลายทาง ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นทั้งถูกและผิด เป็นเรื่องการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับโลกหลังความตาย เพราะมันแสดงถึงการรู้จักคุณค่าชีวิต ไม่ประมาทกับชีวิต และศึกษามันเพื่อเตรียมความพร้อม ถึงแม้หนทางจะทรมานแต่นั้นอาจเป็นเป้าหมายที่ต้องทำต่อเพื่อตัวเอง

เป็นหนังแนวจิตวิเคราะห์ โหดเลือดสาดแบบมีที่มาที่ไป อย่างชัดเจน เน้นเด่นในแง่ของการนำเสนอภาพและเรื่องราวอันโหดร้ายต่อหน้าผู้ชม จนเรียกว่าทำร้ายจิตใจคนดูแบบเห็นได้ชัด มีสภาพที่รู้สึกอึดอัด ไม่ปลอดโปร่ง การดำเนินเรื่องพาเครียดทั้งมีปัญหาทางจิตและพฤติกรรมที่เหมือนช่วยเหลือแต่จัดฉากให้ไร้ทางแก้ถึงกลับจนปัญญาทำให้คล้ายเหมือนพวกวิปริตไร้ทางแก้ แต่กระทำอย่างเป็นเหตุเป็นผลที่เหลือเชื่อ
หนังเรื่องนี้เคยฉายในเทศกาลหนังแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าฉายไปได้เพียง 30 นาที คนดูเดินออกเกือบหมดโรง แล้วท่านล่ะจะออกตอนจบได้หรือไม่ และจะเข้าถึงโลกที่ไม่รู้หลังตายได้ไหมจากการแสดงที่มากทางอารมณ์จิต อีกอย่างคือเรื่องนี้ได้รางวัล
1.ชนะเลิศรางวัล Grand Prize of European Fantasy Film in Gold ในงาน Sitges – Catalonian International Film Festival 2009
2.ชนะ เลิศรางวัลBest Make-Up,Grand Prize of European Fantasy Film in Silver ในงาน Sitges – Catalonian International Film Festival 2008
หลังจากที่แอนนาลงไปเจอห้องลับใต้ดิน แล้วยังมีพวกลัทธิบุกเข้ามาจับตัวแอนนาไว้ เสร็จแล้วก็มีหญิงชราออกมาอธิบายให้แอนนาฟังเกี่ยวกับ Martyrs (มรณสักขีหรือผู้พลีชีพทางศาสนา) ตามด้วยการที่แอนนาถูกทรมาน…
 
มาถึงตรงนี้ผมชักเริ่มเห็นอะไรบางอย่างแล้ว
 
ผมไม่ใช่ชาวคริสต์ แต่ผมพอจะเข้าใจอะไรบ้างแล้ว  ดูหนังพากไทย
 
ในช่วงครึ่งแรก คนดูกลายเป็นประจักษ์พยานถึง “ผลลัพธ์” จากการถูกทรมานของลูซี่ เราได้เห็นว่าสภาพจิตของลูซี่ได้แตกสลายเป็นผุยผง และมองเห็นวิญญาณตามหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งวิญญาณตัวนี้เกี่ยวข้องกับจิตใจของตัวลูซี่เอง 
 
ส่วนในช่วงครึ่งหลัง เราเป็นประจักษ์พยานถึง “ต้นเหตุ” ที่ลูซี่กับหญิงอีกคนต้องกลายสภาพจากมนุษย์เป็นอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตอบโจทย์ของลัทธิ นั่นคือการหาผู้ซึ่งพลีกายผ่านการทรมาน เพื่อจะได้มองเห็นโลกอีกโลกหนึ่ง เป็นโลกหลังความตายอันสวยงาม
 
และแอนนาก็เป็นคนได้เห็นมัน เธอได้เห็นโลกที่พวกลัทธิอยากเห็น
 
แน่นอนว่าการเห็นโลกหลังความตายนี่ อาจจะเป็นแค่กลเม็ดทางจิตของผู้ที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสก็เป็นได้ แต่อะไรที่ทำให้แอนนาแตกต่างจากลูซี่ล่ะ?
เมื่อมาถึงช่วงท้ายๆ หลังจากแอนนาผ่านการถูกทรทมานมามากมาย หนังแสดงให้เห็นว่าแอนนามีจิตใจที่แข็งแกร่งมาก เธอเหมือนจะเลิกขัดขืน เลิกต่อสู้ แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายทรมานตามใจชอบ ตอนที่ผู้ทรมานคนหนึ่งจับใบหน้าเธอ และเธอก็จับมือของคนๆนั้นตอบอย่างอ่อนโยน
แล้วผมก็ย้อนกลับไปนึกถึงเรื่องราวตั้งแต่ต้นในทันที
 
ผมมองว่าแอนนาเป็นเด็กผู้หญิงที่ “ไร้ความเห็นแก่ตัว” อยู่ไม่น้อย 
 
ตอนต้นเรื่อง เราเห็นลูซี่วัยเด็กหวาดกลัวเพราะผลกระทบจากการถูกทรมาน และคนที่ยื่นมือเข้าไปหาอย่างไร้เงื่อนไขคือแอนนา
 
ตอนลูซี่ออกตามล้างแค้น คนที่ช่วยลูซี่อย่างไร้เงื่อนไขคือแอนนา
 
ตอนที่เหยื่อคนนึงรอดชีวิตจากการบุกฆ่าของลูซี่ คนที่ช่วยชีวิตเหยื่อคนนั้นอย่างไร้เงื่อนไขคือแอนนา
 
ตอนที่แอนนาพบหญิงอีกคนถูกทรมานอยู่ใต้ดิน คนที่ช่วยชีวิตหญิงคนนั้นและพยายามจะรักษาบาดแผลให้อย่างไร้เงื่อนไขคือแอนนา
 
โดยพื้นฐานของแอนนาแล้ว เธอเป็นคนที่แทบจะไม่เห็นแก่ตัวเลย เธอช่วยเหลือคนอื่นอย่างไร้เงื่อนไขมาตลอดเรื่อง แม้ว่าการที่เธอช่วยลูซี่ในการล้างแค้น มันจะเป็นเรื่องผิดก็ตาม แต่แอนนาก็ช่วยลูซี่ด้วยความที่รู้สึกเห็นอกเห็นใจเพื่อนคนหนึ่งซึ่งทุกข์ทรมานมาตั้งแต่เด็ก
 
เอาจริงๆแล้ว แอนนารักลูซี่ มีฉากหนึ่งที่เราเห็นว่าแอนนาจูบลูซี่ หัวใจของแอนนาคือความรัก ถ้าคำว่า Martyrs หรือมรณสักขีจะตรงอะไรกับสิ่งที่แอนนาเป็นบ้าง ก็คงจะเป็นเรื่องนี้นี่เอง 
 
ตอนช่วงทรมาน หนังไม่ได้พูดอะไรออกมาตรงๆ แต่สื่อให้เห็นจากท่าทีของแอนนา และจากเสียงวอยซ์โอเวอร์ของลูซี่ที่ช่วยปลอบประโลมตัวแอนนา ทำให้รู้สึกได้ว่าแอนนา “ศรัทธาในรัก” และสิ่งนี้เองที่ช่วยให้แอนนาได้เห็นสิ่งที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ ตอนที่แอนนาถูกถลกหนังทั้งเป็น ภาพที่เธอเห็นจึงไม่ใช่นรก ไม่ใช่ภูตผีปีศาจแบบลูซี่ แต่เป็นภาพจากอีกโลกหนึ่งซึ่งเจิดจรัสกว่า
บางทีตรงนี้แอนนาจะขี้โกงกว่าลูซี่ ลูซี่ถูกจับมาทรมานโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่แอนนารู้ว่าลัทธิต้องการอะไร และได้ฟังคอนเซปท์เรื่อง martyrs มาตั้งแต่ก่อนเริ่มการทรมาน แต่เรื่องที่แอนนาคงสภาพจิตใจไว้จนถึงที่สุดด้วย “ศรัทธาในรัก” ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญอยู่ดี
 
ในตอนท้ายเรื่อง แอนนากระซิบบอกบางสิ่งกับหญิงชราที่กำลังตื่นเต้นเพราะเข้าใจว่าแอนนาได้ไปถึงจุดที่ลัทธิต้องการแล้ว แต่หลังจากนั้นหญิงชรากลับบอกผู้ร่วมลัทธิอีกคนว่า “จงสงสัยต่อไปเถอะ” แล้วก็ฆ่าตัวตาย
 
บางคนตีความตรงนี้ว่า 
 
1. มันคือการล้างแค้นของแอนนา แอนนาอาจจะบอกว่า เธอไม่เห็นอะไรเลย และมันทำให้หญิงชรารู้สึกสิ้นหวัง อาจจะมีความรู้สึกผิดพ่วงมาด้วย เพราะอย่างนั้นหญิงชราถึงได้บอกกับเพื่อนร่วมลัทธิอีกคนว่า “จงสงสัยต่อไปเถอะ (เพราะไม่อย่างนั้นอาจเจอความผิดหวังแบบฉันได้)”
 
2. แอนนาอาจจะบอกไปตามตรงทั้งหมด หรือไม่ก็อาจจะบอกกับหญิงชราว่า “ฉันไปถึงตรงนั้นได้เพราะฉันช่วยเหลือคน ฉันเมตตาแก่ผู้คน แต่แกมันอีนัง psychopath เป็นพวกทำร้ายคนอื่น ทรมานคนอื่น อย่างแกมีแต่จะเห็นนรกเท่านั้นแหละ” เพราะอย่างนั้น หญิงชราจึงบอกว่า “จงสงสัยต่อไปเถอะ (เพราะถ้าตระหนักถึงความจริงขึ้นมาได้ จะต้องทุกข์ทรมานกับการกระทำของตัวเองแบบฉัน)”
 
ในความเห็นของผม
 
มีความเป็นไปได้ว่าจะถูกทั้งสองข้อ
 
แต่ว่า ผมไม่คิดว่ามันเป็นการล้างแค้นของแอนนา เพราะมันจะขัดกับสิ่งที่แอนนาเป็นมาตั้งแต่ต้น คนอย่างแอนนาไม่น่าจะลงเอยด้วยการแก้แค้น
 
ผมค่อนข้างเอนเอียงไปทางข้อที่สอง เชื่อว่าแอนนาคงบอกผลลัพธ์อะไรสักอย่างที่ทำให้หญิงชราเกิดสะท้อนใจถึงการกระทำอันวิปริตของตัวเอง
 
เอาเป็นว่า…
 
นี่คือสิ่งพิเศษสำหรับ Martrys (เวอร์ชั่นฝรั่งเศส)
 
บางคนอาจจะเห็นว่ามันเป็นแค่หนังแหวะ รุนแรงสุดขั้ว—ซึ่งก็ไม่ใช่มุมมองที่ผิด
 
แต่สำหรับผม ผมมองว่ามันแตกต่างจากหนังแหวะทั่วไป นี่พูดกันแบบคนที่ไม่ค่อยชอบหนังแหวะๆนะ
ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ผมอาจเข้าใจอะไรผิดไป หรือพลาดมุมบางมุมของหนังไป ถ้ามีอะไรขัดแย้งกับความเห็นของผมก็คอมเมนต์กันได้เลย!
นับเป็นหนังสยองขวัญชวนแหวะ สุดแสนจะรันทดใจ แถมยังมีปมปริศนาภายใต้ความเชื่อ เรื่องการหลุดพ้น
หนังเล่าเรื่องของ ลูซี่ หญิงสาวที่ถูกคนร้ายจับขังไว้เพื่อทรมานอย่างโหดร้ายทารุณ เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อที่สามารถหนีรอดมาได้ ได้รับการเยียวยาในสถานบำบัดและสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง เธอมีแอนนาเพื่อนสาวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่คุยด้วย แล้วเธอก็ไม่อยากจะคุยกับใคร ในระหว่างนี้เธอเห็นบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัวตามหลอกหลอนและทำร้ายเธอ เธอเล่าให้ใครฟังก็ไม่มีใครเชื่อ 15 ปีต่อมา เธอสืบจนได้รู้ว่าใครเป็นคนจับเธอไปทรมาน เธอตามไปถึงบ้าน แล้วใช้ปืนลูกซองยิงทุกคนที่อยู่ในบ้าน เธอเชื่อว่าหากทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการทรมานตายไปแล้วบางสิ่งบางอย่างที่หลอกหลอนก็จะหายไปด้วย เมื่อจัดการทุกคนแล้วเธอโทรหาแอนนาเพื่อเล่าความจริงให้ฟัง แต่แล้วบางสิ่งมันอย่างนั้นก็ยังไม่หายไป และมันยังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆซ้ำร้าย การที่เธอถูกจับไปทรมานในวัยเด็กนั้น ยังมีเบื้องหลังมากกว่านั้นอีกเยอะ
หากใครคิดว่าภาพการที่ลูซีเข้าไปยิงถล่มบ้านกลุ่มคนที่ทำร้ายเธอในวัยเด็ก มันโหดร้ายรุนแรง บอกได้เลยว่ามันเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของหนัง เป็นแค่อาหารว่างเรียกน้ำย่อยเท่านั้น ถ้าใครคิดว่าภาพของผีร้ายที่ตามหลอกหลอนและทำร้ายลูซี่นั้นน่ากลัวแล้วบอกได้เลยว่า เป็นเพียงน้ำจิ้มเท่านั้น
เพราะหลังจากที่เรื่องเริ่มเฉลยความจริงแล้ว มันคือความโหดร้าย ทารุณ บ้าคลั่ง โหด อำมหิต ไร้ความปราณี สยองขวัญ เลือดสาด แต่แบบที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ ต้องดูภาพยนตร์เรื่องนี้กับตาตนเองเท่านั้นถึงจะรับรู้ความรู้สึกเหล่านั้นได้
ผู้กำกับและคนเขียนบททรมานคนดูตลอดช่วง 30 นาทีสุดท้าย เรื่องการนำเสนอภาพอันสุดแสนจะหฤโหด เรียกได้ว่าต้องอ้าปากค้าง ลืมตาโพลง หรือเอามือปิด ปากปิดตาเลยทีเดียว
ดูไปก็คิดไปว่า ทำไมมนุษย์ถึงทำกับมนุษย์ได้เพียงนั้น แต่หนังก็ฉลาดพอที่จะไม่ได้เล่าเรื่องความโหดร้ายทารุณ แบบตรง ๆ หนังได้สอดแทรกปรัชญาและสัญลักษณ์เอาไว้อย่างลึกซึ้งอีกด้วย
ความลึกซึ้งในที่นี้เปรียบได้กับแนวความคิดของคนโบราณในสมัยที่นิยมแสวงหาวิธีแห่งการหลุดพ้น หากเป็นศาสนาคริสต์ หรือศาสนาอิสลาม คือไปอยู่ในดินแดนของพระเจ้า หากเป็นศาสนาพราหมณ์ก็การที่ดวงวิญญาณย่อยที่เรียกว่า “อาตมัน” กลับเข้าไปรวมกับวิญญาณใหญ่ที่เรียกว่า “พรหมมัน” หรือ “ปริมาตรมัน” ถ้าเป็นศาสนาพุทธก็คือการเข้าสู่นิพพาน แต่วิธีการเข้าสู่หนทางเหล่านั้นที่ภาพยนตร์นำเสนอนั้นเปรียบได้กับ “ทุกรกิริยา” เป็นหนทางแห่งความสุดโต่งแบบ “อัตตกิลมถานุโยค”
ซึ่งหากใครที่สามารถทนความโหดร้ายทารุณของหนังเรื่องนี้และดูจนจบได้ ก็จะเข้าใจปรัชญาที่หนังสอดแทรกเอาไว้ และเข้าใจได้ว่าเหตุใดความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในหนังจึงเป็นเช่นนั้น แต่อย่าหลงทางเพราะหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้บอกไว้ว่าวิธีการที่เกิดขึ้นอย่างนั้นคือหนทางที่ถูกต้องหรือดีที่สุด
อีกทั้งหนังยังเป็นการตั้งคำถาม ที่สอดคล้องเกี่ยวกับคติความเชื่อในโลกหลังความตาย ว่าคนเราตายแล้วไปไหน โลกหลังความตายเป็นอย่างไร ทำอย่างไรที่จะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด สามารถหลุดพ้นไปได้ในที่สุด
เรื่องความสามารถของนักแสดงแต่ละคนนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย ซึ่งล้วยแต่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะนักแสดงที่เล่นบทลูซี่และนักแสดงที่เล่นบทแอนนา พูดได้คำเดียวเลยว่า “โอ้โห”
martyrs จัดได้ว่าเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่แสดงความโหดร้าย ทารุณได้อย่างสยดสยอง แต่กลับสอดแทรกปรัชญาคติความเชื่อได้อย่างลึกซึ้ง นับว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และขอเตือนว่าคนขวัญอ่อนควรเลี่ยงการชม

จียอน เล่าอาการหลังฉีดวัคซีนโมเดอร์น่าเข็ม 2 เป็นไข้หนาวสั่น ผิวหนังเป็นผื่นแดง

จียอน
จียอน

จียอน เล่าอาการหลังฉีด วัคซีนโมเดอร์ น่าเข็ม 2 เป็นไข้หนาวสั่น ผิวหนังเป็นผื่นแดง จับมือกันออกเดินทางไปสหรัฐอเมริกาสำหรับคู่รักคู่หวาน ซอ จียอน กับ ฮั่น อิสริยะ โดยทั้งสองคนเดินทางไปเมื่อวันที่ปลายเดือนกรกฎาคม และนอกจากจะได้เที่ยวในนิวยอร์กและลาสเวกัสแล้ว จียอน และ ฮั่น ยังได้เข้ารับการฉีดวัคซีนโมเดอร์น่าอีกด้วย ผ่านพ้นไปด้วยดีสำหรับเข็มแรก

และล่าสุดทั้งสองคนได้ฉีดวัคซีนครบ 2 โดสเป็นที่เรียบร้อย โดย จียอน ได้เขียนรีวิวไว้ว่าฉีดเข็มสองตนเองมีอาการป่วยไข้ หนาวสั่นมากแม้ไม่ได้เปิดแอร์

“มาเล่าอาการหลังฉีดโดส 2 ค่ะ จีฉีดไปวันที่ 21 ค่ะ ก่อนฉีดได้กินยาดักไว้ 1 เม็ด (เพราะหลายๆ คนร่วมถึงครอบครัวหนูบอกว่าโดส 2 จะหนักกว่าโดสแรก) ตอนฉีดรู้สึกเจ็บมากๆ หรือหมอมือหนักแต่ร้องอ๊าก 1 ที หลังฉีดผ่านไปไม่มีอาการอะไรเลยแค่ปวดแขนนิดๆ ก็เลยคิดว่าคงไม่มีอาการเหมือนโดสแรก”

“จน 14 ชม. ผ่านไปและแล้วไข้ก็มาตอนตี 4 หนาวมากทั้งๆ ที่ปิดแอร์ เมือยทั้งร่างกายเดี๋ยวก็ไข้ขึ้นๆ ลงๆ เหงื่อออกเยอะมากด้วย คือไม่ได้ป่วยแบบนี้มานานหลายปี ทรมานมาก แล้วเป็นแบบนี้ถึงอีกวันเต็มๆ”

นอกจากนี้ จียอน ยังได้เผยอีกว่าเกิดรอยแดงๆ ที่ผิวหนัง แต่โดยรวมยังสบายดี “วันนี้ตื่นมาก็รู้สึกเบากว่าเมื่อวาน แต่ก็ยังวู้บๆ อยู่และแขนตรงที่ฉีดคือยังที่เห็นในรูปค่ะ มันไม่ค่อยชัดในรูปแต่ตัวแดงๆ เหมือนโดนแมลงกัด มันแข็งๆ ร้อนๆ คันๆ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องปกติไหม แต่ถ้าพรุ่งนี้ยังเป็นอยู่ว่าจะไปหาหมอค่ะ หนูโอเค หนูสบายดีค่ะ ดูแลตัวเองกันนะคะทุกคน #moderna”

โบว์ เมลดา โผล่คอมเมนต์แซ่บ ปมเลิกมิกค์ ทองระย้า ถูกต้องทั้งหมด

โบว์ เมลดา
โบว์ เมลดา

โบว์ เมลดา โผล่คอมเมนต์แซ่บ ปมเลิกมิกค์ ทองระย้า ถูกต้องทั้งหมด ทำเอาขาเม้าท์กระตุกต่อมเผือกอีกแล้ว สำหรับปมการเลิกราของนางเอกสาว โบว์-เมลดา สุศรี กับอดีตแฟนหนุ่ม มิกค์ ทองระย้า ปิดตำนานรักข้ามช่องอีกหนึ่งคู่เมื่อไม่นานมานี้

ซึ่งหลังจากที่ทั้งสองได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยยอมรับว่ายุติความสัมพันธ์กันจริง ไม่มีเรื่องของมือที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน แต่ทั้งนั้นก็ยังมีหลายคนที่คาใจต่างคาดเดาถึงสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ โบว์-มิกค์ ต้องเลิกกันอยู่อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด ในอินสตาแกรมของ @9entertain ได้มีชาวเน็ตรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นไว้ว่า “ไม่เกี่ยวกับที่คุณพูดมาทั้งหมดค่ะ ผู้หญิงเรียบร้อยแอปๆ ถูกเทก็เยอะค่ะ เรามองว่าเกี่ยวกับผู้ชายไม่เป็นตัวของตัวเอง ที่ผ่านมาเคยคบใครนานกว่าโบว์มั้ย เท่าที่ตามข่าวไม่มีเลย เพราะผู้ชายต้องคอยฟังคำสั่งผู้จัดการจะให้คบใครจิ้นกับใคร ไม่ได้เกี่ยวกับน้องค่ะ ไม่เชื่อคอยดูต่อไปค่ะ”

โดยต่อมา สาวโบว์ ก็ได้เข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับสั้นๆ แต่แซ่บถึงใจ “ถูกต้องทั้งหมดที่กล่าวมาค่ะ” พร้อมทิ้งท้ายด้วยอีโมจิภาพปรบมือเบาๆ

แค่มีไมโครเวฟ ก็ต้มถั่วแระญี่ปุ่นให้อร่อยได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

แค่มีไมโครเวฟ
แค่มีไมโครเวฟ

แค่มีไมโครเวฟ ก็ต้มถั่วแระญี่ปุ่นให้อร่อยได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ มาทำความรู้จักประโยชน์ของถั่วแระญี่ปุ่นอร่อยและง่ายโดยใช้เพียงแค่ไมโครเวฟ ถั่วแระญี่ปุ่น หรือ เอดามาเมะ (枝豆) เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีมากในช่วงฤดูร้อนไปจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ และเป็นของว่างที่ถูกใจคนญี่ปุ่นทุกเพศวัย มารู้ประโยชน์ของถั่วแระญี่ปุ่นและวิธีการนำมารับประทานที่อร่อย edamame

ประโยชน์ของ ถั่วแระญี่ปุ่น

ถั่วแระญี่ปุ่นอุดมไปด้วยวิตามิน B1 B2 และ C ธาตุเหล็ก เส้นใยอาหาร โพแทสเซียยม และกรดอะมิโนเมทไธโอนีน ถั่วแระญี่ปุ่นเหมาะที่จะเป็นอาหารในช่วงฤดูร้อนในญี่ปุ่น เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามิน B1 และ B2 ซึ่งช่วยเสริมการหลั่งของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและช่วยเปลี่ยนน้ำตาลและไขมันให้เป็นพลังงาน ส่งผลในการบรรเทาความเหนื่อยล้าจากความร้อนและป้องกันโรคลมแดด การรับประทานถั่วแระญี่ปุ่นก่อนอาหารนอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องไวแล้วยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลและไขมันได้ดีทำให้ไม่อ้วนง่าย นอกจากนี้ถั่วแระญี่ปุ่นยังเป็นกับแกล้มที่ดีที่สุดสำหรับนักดื่ม เนื่องจากเมทไธโอนีนที่มีมากในถั่วรวมถึงวิตามิน B1 วิตามิน C จะช่วยให้ตับทำหน้าที่ในการย่อยสลายแอลกอฮอล์ได้ดี ทำให้ไม่ให้เกิดอาการเมาค้าง

วิธีการนำถั่วแระมารับประทานให้อร่อยโดยใช้ไมโครเวฟ

คนทั่วไปนำถั่วแระญี่ปุ่นมาต้มก่อนนำมารับประทาน แต่การต้มนั้นค่อนข้างยุ่งยากกว่า การใช้ไมโครเวฟจึงเป็นทางเลือกใหม่ในการต้มถั่วแระญี่ปุ่น การใช้ไมโครเวฟทำให้ถั่วสุกมีข้อดีเหนือการต้มคือ รสชาติของถั่วแระญี่ปุ่นจะหวานอร่อยมากขึ้น ไม่สูญเสียคุณค่าทางอาหารเหมือนการต้ม ถั่วแระไม่เละหรือแข็งจนเกินไป และไม่ต้องใช้ภาชนะมากมายจึงไม่ต้องเสียเวลาล้าง วิธีการนำถั่วแระมาทำให้สุกโดยใช้ไมโครเวฟมีดังนี้คือ

1. ล้างถั่วแระ 200 กรัมจนสะอาด และวางให้สะเด็ดน้ำบนตะแกรง

2. โรยเกลือ 1 ช้อนชา บนถั่วแระแล้วใช้มือคลุกเคล้าให้ทั่ว

3. นำถั่วใส่ภาชนะทนร้อนและปิดด้วยพลาสติกแรป นำเข้าไมโครเวฟที่ 600 วัตต์ เป็นเวลา 2 นาที

4. นำภาชนะออกมาจากไมโครเวฟ ใช้ส้อมหรือตะเกียบพลิกกลับด้านถั่ว (ขั้นตอนนี้ต้องระวังอย่าให้ไอร้อนลวกมือ) ปิดด้วยพลาสติกแรปและนำเข้าไมโครเวฟที่ 600 วัตต์ ต่ออีก 2 นาที

5. นำถั่วแระญี่ปุ่นเทลงในตะแกรงเพื่อให้ของเหลวผ่านออกไป วางไว้จนเย็นก็สามารถนำมารับประทานได้ตามชอบ

จ๊ะ นงผณี ขอพักงานหนึ่งสัปดาห์ หลังถูก Swab ถี่จนจมูกมีเลือดไหล

จ๊ะ นงผณี
จ๊ะ นงผณี

จ๊ะ นงผณี ขอพักงานหนึ่งสัปดาห์ หลังถูก Swab ถี่จนจมูกมีเลือดไหล ขอหยุดพักร่างก่อนหนึ่งสัปดาห์ หลังทำงานและทำตามมาตรการความปลอดภัยของรายการ ถูก Swab ถี่จนรูจมูกเลือดไหล

ด้วยเหตุที่ต้องทำงานอัดรายการสดเกือบทุกวันของนักร้องสาวคนเก่ง จ๊ะ อาร์สยาม ที่ตอนนี้ผันตัวเองมาเป็นพิธีกรด้วย จึงทำให้ทุกครั้งที่เธอเดินทางไปอัดรายการนั้นต้องปฏิบัติตามกฎตามมาตรการอย่างเคร่งครัดมากๆ เธอได้เปิดเผยไว้ว่า หลังจากที่เธอถูก Swab ทุกครั้งที่เข้าทำงานจนเริ่มชนและเริ่มเจ็บจมูกแล้ว

แต่ล่าสุด จ๊ะ-นงผณี บอกว่าขอหยุดพักร่างก่อนเนื่องจากจมูกมีเลือดออกเพราะถูก Swab ถี่เกินไป  “ล่าสุด รูจมูกเลือดแล้ว 1 เมื่อวันก่อน Swab เช้า เย็น ไป วันนี้ไม่ได้ไปถ่ายรายการนะคะ จมูกไม่ไหว ขอพักรูจมูก 1 อาทิตย์ค่ะ”

นอกจากนี้ จ๊ะ ยังได้เผยอีกว่าเธอทำการตรวจ Swab ที่รายการเพราะเป็นมาตรการหลังมีคนถามไถ่เข้ามาเยอะ “หลายคนถามตรวจที่ไหน ตรวจที่รายการค่ะ แต่ละรายการ ( 11 ครั้ง ไม่ใช่รายการเดียวนะคะ ) เป็นมาตรการ ว่าก่อนจะเข้ารายการทุกคน ต้องตรวจก่อน” พร้อมกับบอกเล่าความรู้สึกว่า “เจ็บมากกกกกกก แต่จะทำไงได้ เป็นมาตรการของรายการ”

หลายคนอ่านเข้าต่างเข้ามาให้กำลังใจเธอกันอย่างล้นหลามเลยทีเดียว

หนังแอคชั่นต่อสู้ บู๊ระห่ำล้างผลาญ หนังสายลับสุดเท่ที่มีเทคนิคการต่อสู้ขั้นสูง

หนังแอคชั่นต่อสู้
หนังแอคชั่นต่อสู้
JOHN WICK (2014): จอห์นวิค แรงกว่านรก
การกลับมาอีกครั้งของพระเอกมาดขรึมขวัญใจแฟนๆทั่วโลก คีอานู รีฟส์ (The Matrix Trilogy) ในภาพยนตร์แอคชั่นทริลเลอร์ฟอร์มยักษ์สุดมันส์แห่งปี ที่จะปลุกอะดรีนาลีนของคุณให้พุ่งพล่าน! John Wick ภาพยนตร์แอคชั่นทริลเลอร์ฟอร์มยักษ์สุดมันส์แห่งปี 2014 เรื่องราวของ จอห์น วิค (คีอานู รีฟส์) นักฆ่ามือ 1 ของวงการ ที่ตัดสินใจล้างมือจากโลกมืดและเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่อย่างเงียบสงบหลังจากภรรยาเสียชีวิต แต่ชีวิตของเขาไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อเขาถูกหมายหัวจากหัวหน้าแก๊งค์อาชญากรที่มีอำนาจที่สุดของนิวยอร์ค โดยมีนักฆ่าฝีมือฉกาจที่เคยเป็นเพื่อนสนิทที่สุดกับเขามารับหน้าที่ตามล่าตัวเขา ยอดนักฆ่าอย่าง จอห์น วิก จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ พวกมันต้องการตามล่าเขาไปทำไม และพร้อมจะเอาคืนชนิดกระสุนแลกกระสุน!
JOHN WICK: CHAPTER 2 (2017) จอห์น วิค แรงกว่านรก 2
​เมื่อมือสังหารผู้เป็นตำนาน จอห์น วิค (คีอานู รีฟส์) ที่ถูกบีบให้กลับมาทำงานอีกครั้ง หลังจากเกษียณตัวเองไป เพราะอดีตเพื่อนร่วมงานวางแผนเข้าควบคุมองค์กรมือสังหารลับข้ามชาติ ด้วยความผูกพันธ์ดุจพี่น้องต่างสายเลือด จอห์น ให้คำมั่นว่าจะช่วย เขาเดินทางไปกรุงโรม ที่ซึ่งเขาต้องเผชิญกับบรรดานักฆ่าที่อันตรายที่สุดในโลก
JOHN WICK: CHAPTER 3 (2019) จอห์น วิค แรงกว่านรก 2
จอห์น นักฆ่าที่ตัดสินใจล้างมือ เพื่อเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่อย่างสงบ แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อต้องถูกหมายหัวจากหัวหน้ากลุ่มอาชญากรที่โหดเหี้ยมที่สุดในนิวยอร์ก จอห์นจึงต้องปลุกสัญชาตญาณนักฆ่าในตัวขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอดและแก้แค้น ถึงแม้ว่าคู่ปรับตรงหน้าจะเป็นอดีตเพื่อนนักฆ่าที่เขาเคยเชื่อใจที่สุดก็ตาม

หนังสืบสวนสอบสวน ไขปมปริศนาฆาตกรรมต่อเนื่องแบบลุ้นระทึก

หนังสืบสวนสอบสวน
หนังสืบสวนสอบสวน

หนังสืบสวนสอบสวน ไขปมปริศนาฆาตกรรมต่อเนื่อง แบบลุ้นระทึกถูกฆ่าอย่างมีเงื่อนงำ เรื่องราวอื้อฉาว หรือคดีความต่างๆ มาแก้ปมไปพร้อมกัน ทำให้ผู้ชมลุ้นและคาดเดาเหตุการณ์ต่างๆ รวมถึงตัวบุคคลที่คิดว่าจะเป็นคนร้าย วิธีการแบบไหนที่คนร้ายทำ  และมีแรงจูงใจอย่างไร  ความน่าสนใจและการมีส่วนร่วมในหนังทำให้หลายคนเป็นแฟนหนังแนวสืบสวนสอบสวน

ALONG CAME A SPIDER (2001): ฝ่าแผนนรก ซ้อนนรก
​อเล็กซ์ ครอสส์ ตำรวจนักสืบต้องเล่นเกมกับแกรี่ คนร้ายลักพาตัวลูกสาววุฒิสมาชิกที่ลงมืออย่างอาจหาญและหลอกล่อให้อเล็กซ์เข้ามาจัดการคดีนี้ จุดประสงค์ที่แกรี่ต้องการไม่ใช่เงินค่าไถ่แต่ต้องการสร้างเหตุการณ์ให้เป็นข่าวไปอีกนาน ด้วยแผนที่วางมาอย่างละเอียดและมีเงื่อนงำโยงใย อเล็กซ์จึงต้องร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ลับเจสซี่ ในการหยุดยั้งแกรี่ให้ได้ ทว่ายิ่งล้วงลึกถึงแก่นแท้ของแผนนรกนี้ อเล็กซ์ก็ยิ่งพบว่ามีบางสิ่งที่น่าสงสัยซ่อนอยู่ ยิปมัน ปรมจารย์กังฟู

สาวซาร่า คาซิงกินี ร่ายยาว ไม่มีสิทธิถอนเงินในบัญชี น้องแม็กซ์เวลล์

สาวซาร่า
สาวซาร่า

สาวซาร่า ร่ายยาว ไม่มีสิทธิถอนเงินในบัญชี น้องแม็กซ์เวลล์ จากที่หนุ่ม ไมค์ พิรัชต์ ได้โพสต์ว่าได้โอนเงินเข้าบัญชี น้องแม็กซ์เวลล์

เป็นของขวัญวันเกิดให้ลูกชายเพื่อเป็นทุนการศึกษาในอนาคต จนคุณแม่อย่าง ซาร่า คาซิงกินี โดนเขียนข่าวพาดพิงและมีหลายคนคอมเมนต์ไม่ดี

ซึ่งล่าสุด ซาร่า ก็ได้ออกมาโพสต์ยาวเหยียดชี้แจงทันที โดยซาร่าได้โพสต์ภาพข่าวที่เน้นตรงที่เขียนไว้ว่า “เพราะเกรงว่าด้านคุณแม่ จะนำเงินของลูกไปใช้”

โดยซาร่าบอกว่าแค่เรื่องเอาชีวิตและครอบครัวให้รอดปลอดภัยจากโควิดก็เครียดมากพออยู่แล้ว แต่ยังกลับต้องมาเจอการพาดหัวข่าวและคอมเมนต์ ที่ไม่น่ารักและทำให้เสียหายแบบนี้อีก

โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเงินของลูกชายที่บอกว่า ซาร่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรู้เห็นใดๆ กับบัญชีนั้น และชื่อบัญชีก็ระบุชัดเจนอยู่แล้ว ว่าใครเป็นเจ้าของบัญชี ใครมีสิทธิ เบิก-ถอน และ สมุดบัญชีก็ไม่ได้อยู่ที่ซาร่า และเรื่องที่ซาร่าถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่ที่กีดกันไม่ให้ลูกเจอกับพ่อนั้น “ไม่เป็นความจริง” โดยซาร่าได้โพสต์ไว้ตามนี้ว่า

“แค่ปัญหาเรื่องเอาชีวิตตัวเองและครอบครัวให้รอดปลอดภัยจากโควิด ก็เครียดมากพออยู่แล้ว แต่ซาร่ากลับต้องมาเจอการพาดหัวข่าวและคอมเม้นท์ ที่ไม่น่ารักและทำให้เสียหาย

ซาร่าได้แต่คิดว่าถ้าลูกโตพออ่านออกเขียนได้จะต้องมารู้สึกยังไง …..เรื่องมันผ่านมาแล้ว ศาลตัดสินออกมาเป็นที่ทุกคนรับรู้ การนำเสนอข่าวประเด็นพวกนี้ มันควรจะจบลงได้แล้ว ที่ผ่านมาซาร่าปล่อยผ่าน แต่วันนี้ซาร่าคงต้องปกป้องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิง ศักดิ์ศรีของความเป็นแม่ของเด็กๆทั้งสอง

ซาร่าจึงอยากจะพูดและขออนุญาตชี้แจงข้อเท็จจริง

วันเกิดของลูก ควรเป็นวันที่ลูกมีความสุข ซึ่งในฝั่งของแม่คนนี้ ซาร่าได้ทำหน้าที่แม่ให้ลูกอย่างเต็มที่

ประเด็นที่ถูกกล่าวหาในเรื่องเงินของขวัญวันเกิด ที่สะสมไว้เป็นค่าเล่าเรียนของลูกในอนาคต ซาร่าขอยืนยันตรงนี้ว่า

“ซาร่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรู้เห็นใดๆกับบัญชีนั้น และชื่อบัญชีก็ระบุชัดเจนอยู่แล้ว ว่าใครเป็นเจ้าของบัญชี ใครมีสิทธิ เบิก-ถอน และ สมุดบัญชีก็ไม่ได้อยู่ที่ซาร่า ค่ะ”

ซาร่าขอย้ำอีกครั้ง!! ว่าศาลได้ตัดสินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรื่องที่ซาร่าถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่ที่กีดกันไม่ให้ลูกเจอกับพ่อนั้น “ไม่เป็นความจริง” และไม่มีหลักฐานใดๆ มาตัดสินว่าซาร่าเป็นแบบนั้น หรือแม้กระทั่งเรื่องที่ว่าซาร่าเป็นแม่ที่จะนำเงินการศึกษาของลูกไปใช้ ตามที่คนบางกลุ่มกล่าวหาโดยไร้มนุษยธรรม

ในขณะเดียวกัน ทุกวันนี้ซาร่ามีหน้าที่ส่งเสียเลี้ยงดูค่าการศึกษาของลูกครึ่งหนึ่ง ซึ่งซาร่าได้หาเงินส่วนนั้นเอง ด้วยอาชีพที่ซาร่ารักและภูมิใจ

และซาร่ายังมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลค่าใช้จ่ายเรื่องการกินอยู่ ค่าใช้จ่ายจิปาถะ และที่อยู่อาศัยของลูก
”แต่เพียงผู้เดียว”
พร้อมทั้งให้ความรัก ให้เวลา และความอบอุ่น

ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ซาร่าขอความเห็นใจจากสื่อมวลชน “ไม่เสนอข่าวโดยชี้นำให้บุคคลอื่นเข้าใจซาร่าผิดและไม่เสนอข้อมูลที่ยังไม่พิสูจน์ว่าเป็นความจริง”

ซาร่าเข้าใจดีว่าซาร่าเป็นบุคคลสาธารณะ สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้

ซาร่าพร้อมน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆในชีวิต แต่ขอให้อยู่บนพื้นฐานของความจริงและใช้ถ้อยคำสุภาพ ขออย่าให้เกินเลยดังเช่นหลายๆเหตุการณ์ที่ผ่านมา เพราะลูกที่เป็นเหมือนแก้วตาดวงใจของซาร่าทั้งสองกำลังโตขึ้นและเข้าถึงสื่อได้ทุกวันค่ะ

ด้วยรักและเคารพพี่ๆสื่อมวลชนทุกท่านและขอบคุณสำหรับกำลังใจของทุกคน พวกเราหันหน้ามาสู้กับวิกฤตโควิดกันดีกว่าค่ะ

ป.ล.โครงการรีวิวช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่พบวิกฤตเศรษฐกิจ ใครต้องการความช่วยเหลือ DM @sarah_theseries”