SEO คืออะไร ? อยากให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google

SEO คืออะไร
SEO คืออะไร
SEO คืออะไร

SEO คืออะไร ? อยากให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google กลยุทธ์หลักๆในการทำ SEO บนเว็บไซต์

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimisation ซึ่งหมายถึงการใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มอันดับของเว็บไซต์ในเสริชเอนจิ้น (Google) หรือที่เราชอบเรียกกันว่าทำให้เว็บไซต์ขึ้นหน้าแรกของ Google และเพื่อที่จะเพิ่ม Organic Traffic ของเว็บไซต์ทั้งในส่วนของคุณภาพของ traffic และปริมาณของ traffic เว็บไซต์ของเราจะเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

การทำ SEO นั้นก็สามารถทำผ่านเทคนิคและวิธีการต่างๆ หลากหลายรูปแบบ ในภาพรวมสามารถแบ่งเป็นสองส่วนหลักๆ ได้คือ รับทำ SEO

On-page SEO – คือการปรับปรุงเนื้อหาและการปรับเปลี่ยนในรูปแบบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจำกัดภายในตัวเว็บไซต์ ทั้งหมดเพื่อเป้าหมายคือให้ Google สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เข้าใจเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราได้ดีขึ้น เป็นเว็บไซต์เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน เช่นมีการโหลดที่เร็ว เป็นต้น

Off-page SEO – คือการทำให้เว็บไซต์ของเราถูกอ้างอิงถึง และเป็นที่รู้จักมากขึ้นในโลกออนไลน์ โดยมากอาจเน้นการสร้างลิงก์ (Link Building) ที่มีคุณภาพกลับมาเว็บไซต์ของเรา โดยเว็บไซต์ต้นทางที่เราไปสร้างลิงก์กลับมาหาเว็บไซต์ของเราควรเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเช่นกัน การสร้างลิงก์จึงจะได้ผลที่ดี

 

ประเภทของ SEO?

สายขาว ทำถูกต้องทุกอย่าง ทำให้คนที่เข้ามารู้สึกดี Google รู้สึกดีด้วย จริงๆ ทุกคนควรเน้นตรงนี้ให้มากที่สุด ถ้าทำได้ ก็ทำสายขาวดีที่สุด และ ตลอดบทความนี้คือการทำสายขาวเท่านั้น

สายเทา มีการหลบเลี่ยง หรือ ใช้ตัวช่วยพิเศษในการทำให้ Google ชอบ ให้ติดอับได้ไว ซึ่งก็มีความเสี่ยงที่ Google จะจับได้ ถ้าจับได้ Google ก็แบน

สายดำ ทำทุกอย่างที่ขัดกับ Google ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าหรือบริการ หรือ วิธีการทำให้คำค้นหานั้นๆ ติดอันดับ ไม่แนะนำให้ทำเด็ดขาด

 

กลยุทธ์หลักๆในการทำ SEO บนเว็บไซต์

1.On-page
ปรับแต่งภายในเว็บไซต์ ให้เหมาะสมกับการทำ SEO
2. Keywords Research
ควรวิเคราะห์ Keyword เพราะ เป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับใน Google
3. ความง่ายในการใช้ (Ease of use)
ความง่ายและไหลลื่นในการไปยังหน้าอื่นๆบนเว็บไซต์ต่อ จะช่วยทำให้ผู้ที่เข้ามามีโอกาสมากขึ้นที่จะใช้เวลาบนเว็บมากขึ้น
4.อัพเดทเนื้อหาบ่อยๆ
การอัพเดทเว็บไซต์ให้ทันต่อยุคต่อสมัย
5. ใช้ Social Media
การมีแผนกลยุทธ์ที่ดีและมีคอนเทนต์จากเว็บที่นำมาฟีดบน Social Media สม่ำเสมอจะช่วยทำให้อันดับเว็บดีขึ้น
6. คอนเทนต์มีคุณภาพ (Quality Contents)
บอทของ Google ชอบ content มากๆ ยิ่งเป็น content ที่สดใหม่ยิ่งถือว่ามีคุณภาพดี
การอัพโหลดคอนเทนต์ลงในบล็อกจะช่วยเพิ่มคุณภาพของลิงค์และเพิ่มระดับคะแนนของเว็บไซต์หลักด้วย
7.อย่ามีแค่เนื้อหา
ถ้าคุณมีเวลา คุณสามารถอัพโหลดรูปภาพประกอบเนื้อหาเข้าไปด้วยจะดีมาก

 

 

สรุปหลักการค้นหา Keyword สำหรับ SEO คือ
1.วางแผน Keyword บนเว็บไซต์
2.คิดว่าคนจะค้นหาเรื่องนี้ด้วย Keyword อะไรบ้าง
3.ตรวจสอบ Keyword ด้วย Google Keyword Planner เพื่อเปรียบเทียบการแข่งขัน
4.เลือก Keyword ที่คุ้มค่าที่สุดมาเป็น Keyword ชุดหลักในการทำ SEO

 

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำ SEO มีอะไรบ้าง

  • สามารถทำให้ได้กลุ่มลูกค้าที่ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้
  • สามารถโปรโมทเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของท่าน
  • ทำให้เว็บไซต์ของท่านติดอันดับบนเว็บเสิร์ชเอ็นจินได้
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเมื่อเทียบกับการโฆษณาประเภทอื่นๆ
  • ทำให้เว็บไซต์ของคุณง่ายต่อการค้นหาบนเว็บเสิร์ชเอ็นจิน

 

ปัจจัยในการทำ SEO นั้นมี 7 ข้อหลักดังต่อไปนี้

  1. โฮสติ้งหรือที่ๆ เราใช้ฝากเว็บไซต์ของเรา
  2. ชื่อเว็บไซต์หรือโดเมนเนม
  3. Title หรือชื่อจำกัดความของหน้าเว็บไซต์
  4. Description หรือคำอธิบายของหน้าเว็บไซต์
  5. Keyword หรือคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
  6. Content หรือเนื้อหาของเว็บไซต์
  7. ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย

 

SEO มีความสำคัญอย่างไร ทำไมถึงต้องทำ?

1. โอกาสในการเข้าถึงผู้คน

เกือบ 60% ของการเข้าชมทั้งหมดในโลกอินเตอร์เน็ตเริ่มต้นด้วยการค้นหาสิ่งต่างๆ ใน Google และถ้ารวมเครื่องมือค้นหายอดนิยมอื่นๆ (เช่น Bing, Yahoo และ YouTube) เข้าไปด้วยจะทำให้ตัวเลขถึบตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ 70% ของการเข้าชมทั้งหมด

2. น่าเชื่อถือมากกว่าโฆษณา

ในสายตาผู้ใช้งานจะมองว่าผลการค้นหาทั่วไปน่าเชื่อถือมากกว่าผลลัพธ์ที่ต้องชำระเงินจึงมีคนคลิกมากกว่า ตัวอย่างเช่น มีเพียงประมาณ 2.8% ของผู้ใช้งานเท่านั้นที่คลิกโฆษณา ที่เหลือคลิกผลลัพธ์ทั่วไป

3. ช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

SEO เป็นหนึ่งในไม่กี่ช่องทางการตลาดออนไลน์ที่เมื่อทำถูกต้องตามหลักการ เช่น คุณมีเนื้อหาชนิดที่เรียกว่าดีแบบหาตัวจับได้ยาก เป็นต้น อันดับที่คุณได้มักจะอยู่อย่างนั้น ลากยาวไป ในขณะเดียวกันเมื่อคุณหยุดจ่ายเงินค่าโฆษณาเมื่อไร Google ก็จะหยุดส่งคนให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเมื่อนั้น

 

ทำไมตำแหน่งบน SEO แกว่งไปแกว่งมา

  • โครงสร้างของเว็บไซต์ไม่แข็งแรง และไม่เป็นระบบ อาจทำให้ Google งง เช่น มี Duplicate Pages หรือ Duplicate Contents เป็นต้น
  • การปรับของ Google Algorithm ที่มีอัพเดทออกมาแทบจะทุกวัน ซึ่งหากเว็บไซต์เราไม่ผ่านเกณฑ์ก็อาจได้รับผลกระทบ
  • การ Crawl ของ Google Bot ซึ่งจะเข้ามา Crawl ในเว็บบ่อยอยู่เหมือนกัน หากคุณปรับเว็บในส่วนที่กระทบกับ SEO หรือการ Crawl ของ Google Bot ก็อาจทำให้ Ranking ตกลงได้ เช่น ปรับแล้วทำให้ Page Speed ช้าลง เป็นต้น
  • SEO ของเว็บไซต์คุณยังไม่แข็งแรง ในขณะที่คู่แข่งขยันทำ SEO กันอย่างต่อเนื่อง เพราะหาก Google เจอว่ามีเว็บไหนดีกว่าของคุณ ก็อาจปรับเว็บนั้นๆ มาแสดงเหนือกว่าได้
  • ปัจจัยอื่นๆ เช่น Social Signal, Link Profile และ User Experience
  • เว็บไซต์ไม่ปลอดภัย เป็นภัยต่อผู้ใช้ เช่น ระบบ SSL ไม่ทำงาน หรือเว็บไซต์โดนแฮก เป็นต้น
  • เว็บไซต์เพิ่งเปิดใหม่ อายุการใช้งานยังไม่นาน

 

ทำความรู้จักความหมายของคำศัพท์

  • Search Engine คือ เครื่องมือในการค้นหา เช่น Google, Yahoo, Bing
  • Ranking คือ การจัดอันดับหน้าเว็บไซต์เมื่อค้นหา
  • Blog คือ บทความที่ถูกเขียนเพื่อจุดประสงค์ในการให้ความรู้ แสดงความคิดเห็น ความสนุก ไม่มีการแฝงโฆษณา และสรุปประเด็นจบใน 1 บทความ
  • Onsite คือ ข้อความหรือรายละเอียดที่ปรากฎบนหน้าเว็บไซต์ เช่น ข้อมูลสินค้า ข้อมูลบริการ รายละเอียดบริษัท ฯลฯ
  • SEO Outreach คือ บทความที่ถูกส่งไปเพื่อลงในเว็บไซต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งจะมีการใส่ลิงก์และKeywordลงไปเพื่อให้คุณคลิกแล้วกลับเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ของเจ้าของบทความ
  • Optimise คือ การจัดการดูแลจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  • Keyword คือ คำที่ใช้ในการค้นหา
  • Search Volume คือ จำนวนการค้นหาคำ Keyword นั้นๆ ว่ามีการค้นหาทั้งหมดกี่ครั้ง
  • Anchor Link คือ ลิงก์ที่ถูกใส่เอาไว้ในคำที่เป็น Keyword ต่างๆ จุดประสงค์เพื่อขยายความหมาย ข้อมูล ของคำๆ นั้น โดยที่ไม่ต้องแทรกเข้าไปในบทความ
  • Content คือ คำโดยรวมที่ใช้สำหรับเรียกแทนเนื้อหา โดยนับรวมทั้ง ตัวหนังสือ ภาพ และองค์ประกอบอื่นๆ เช่น Blog Content, Outreach Content ฯลฯ ก็หมายถึง ประเด็นที่เขียน เนื้อหา รวมถึงภาพ วิดีโอ ทุกสิ่งที่ใส่เข้าไปในบทความนั้นๆ
  • Backlink คือ ลิงก์ที่ถูกใส่ไปกับคอนเทนต์ หรือถูกแฝงอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของเว็บภายนอก โดยมีการตั้งเป้าให้ลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา (เอาไว้ใส่ใน Outreach คอนเทนต์)
  • Organic คือ ในที่นี้คือ การกระทำทางด้านการตลาดที่ไม่ผ่านการซื้อโฆษณา
  • Organic Search คือ ผลลัพธ์การค้นหาที่แสดงขึ้นมาบนหน้า Search result โดยที่ไม่ผ่านการจ่ายเงินเพื่อแสดง

 

ค้นหา Keyword ที่ต้องการให้เว็บไซต์คุณติดอันดับหรือนำมาทำ SEO

หากคุณเป็นธุรกิจใหม่ยังไม่มีข้อมูลใดๆ ทั้งนั้น สามารถเริ่มทำได้ด้วยการค้นหา Keyword เป็นอันดับแรก ซึ่งหากอยากลองค้นหาด้วยตัวเองก็จะมีเครื่องมือช่วยค้นหาต่างๆ ดังนี้ (หากต้องการใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพอาจจะต้องจ่ายค่าบริการในบางแพลตฟอร์ม) หลักๆ แล้ว Keyword ที่ Optimise ควรมี Search Volume หรือมีปริมาณการเสิร์จทุกๆเดือน และมีความสัมพันธ์กับธุรกิจของคุณ

– Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือที่ทาง Google ออกแบบมาเพื่อให้คุณค้นหา Keyword ทั้งยังสามารถตรวจสอบได้ถึงค่าต่างๆ ว่าแต่ละคำนั้นมีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร จุดประสงค์หลักของเครื่องมือนี้คือเอาไว้ช่วยให้คนทำ Google Ads สามารถวางแผนโฆษณาของตัวเองได้ดีขึ้นแต่ก็สามารถนำมาปรับใช้สำหรับงานทางด้าน SEO เพื่อดูสถิติของแต่ละ keyword ได้เช่นกัน

– Uber Suggest วิธีการก็คือให้คุณพิมพ์ Keyword ที่พอจะนึกเองได้ (ต้องเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือสินค้าที่ตนเองทำ) เมื่อได้ Keyword มาแล้วก็ลองดูที่ Search Volume ว่าคำไหนเป็นที่นิยมบ้างแล้วจึงลองเลือกมาสัก 3-5 คำ ก่อนก็ได้ จากนั้นค่อยเอาคำเหล่านั้นที่เลือกไปปรึกษากับคนทำ SEO เพื่อเข้าสู่กระบวนการในลำดับต่อไป

– Ahrefs อีกหนึ่งเครื่องมือสำหรับตรวจสอบ Keyword ที่เอเจนซี่นิยมใช้กัน โดยความสามารถของเครื่องมือนี้คุณสามารถตรวจสอบได้ว่ามีเว็บไซต์ไหนบ้างที่ลิงก์มาหาเว็บเป้าหมายที่เราตั้งใจจะส่งลิงก์ไปมั้ย ทำให้เราสามารถดูสถานการณ์ของคู่แข่งแล้วนำมาปรับกลยุทธ์ของเราว่าควรทำ Backlink จากที่ไหนก่อนหรือหลัง อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบ Backlink ของเราและคู่แข่งได้ ดูว่าอันไหนที่ไม่เหมือนกันบ้างทำให้เราไม่ต้องไปเสียเวลาสร้าง Backlink ซ้ำ

 

 

อะไรบ้างที่หากคิดจะทำ SEO แล้ว ห้าม! โดยเด็ดขาด

1. ใช้คอนเทนต์เดียวกันซ้ำๆ

จริงอยู่ที่หน้าเว็บไซต์ที่ดีควรจะมีคอนเทนต์ที่เป็นตัวหนังสือในแต่ละหน้า (โดยต้องมีการแทรกคีย์เวิร์ดต่างๆ ลงไป) ในปริมาณที่ไม่น้อยจนเกินไป แต่หลายครั้งที่คนทำเว็บไซต์หรือเจ้าของเองอาจจะด้วยความไม่รู้ ใช้วิธีคัดลอกเอาคอนเทนต์ในหน้านึง ไปใส่อีกหน้าแล้วก็ใช้คอนเทนต์นั้นซ้ำๆ ในหลายครั้งบนหน้าเว็บไซต์

ทีนี้แทนที่จะส่งผลดีเพราะคิดว่า “โอเค! เว็บไซต์ของเรามีคอนเทนต์ที่เพียงพอแล้ว Google น่าจะชอบ” แต่เปล่าเลยการทำ SEO ด้วยวิธีนี้จะยิ่งส่งผลเสียต่อละดับการ Rank ของคุณเสียด้วยซ้ำ เพราะจะส่งผลโดยตรงในเรื่องของคุณภาพเนื้อหาของเว็บไซต์ (คอนเทนต์ที่ดีควรมีอันเดียว ไม่ควรถูกใช้งานซ้ำๆ)

ดังนั้นต่อให้แต่ละหน้าเว็บเพจของคุณมีสินค้าหรือบริการเดียวกัน เราก็แนะนำให้คุณเขียนคอนเทนต์แยกกันสำหรับแต่ละหน้า อาจจะปรับเรื่องคำพูด เนื้อหาที่นำเสนอเพื่อที่เวลาคนเข้ามาในเว็บไซต์จะได้รู้สึกว่า หน้าเว็บมีประโยชน์

คำเตือน! ห้ามก็อปปี้คอนเทนต์ของคนอื่นมาเด็ดขาด เพราะนอกจากจะไม่ส่งผลดีในการทำ SEO แล้ว คุณยังอาจโดนดำเนินคดีตามกฎหมายเรื่องลิขสิทธิ์ได้ แต่หากเป็นข้อมูลที่น่าสนใจและต้องการใช้งานจริงๆ ให้นำมาเขียนใหม่ Re-Write เป็นภาษาของเราเองแล้วค่อยทำการอ้างอิงแหล่งข้อมูล แบบนี้จะดีกว่า

2. เขียนๆ ไปอย่างนั้น ไม่สนใจว่าเนื้อหาจะเป็นอย่างไร ิบางคนคิดว่า SEO คือการมีคอนเทนต์เยอะๆ ยิ่งเยอะยิ่งดีบนเว็บไซต์ก็เลยอัดซะเต็มที่ ใส่คอนเทนต์แถมยัดคีย์เวิร์ดเข้าไปโดยไม่คำนึงว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์หรือไม่ (ใส่คีย์เวิร์ดเยอะเกินไปก็ใช่ว่าจะดี) คิดแต่ว่า Google จะชอบ

แต่เปล่าเลยเพราะสิ่งที่จะเกิดตามมาเมื่อหน้าเว็บไซต์ของคุณมีแต่เนื้อหาที่อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่น่าอ่าน คนที่เข้ามาในเว็บไซต์ก็จะออกไปในระยะเวลาอันสั้น ทำให้เกิดเป็น Bounce Rate หรืออัตตราการตีกลับที่สูงขึ้น แน่นอนว่านั่นจะทำให้การไต่ลำดับ Ranking บน Google ของคุณแย่ลง

3. ทำ Backlink เยอะ โดยไม่สนคุณภาพ ทำ Backlink เยอะไม่ใช่เรื่องผิด แต่ผิดที่คุณภาพของ Link ที่คุณได้กลับมามากกว่า จริงอยู่ในช่วงแรกที่คุณทำลำดับ Rank เว็บไซต์ของคุณอาจดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การทำ SEO ไม่ใช่แค่ทำวัน สองวันแล้วจบแต่จะต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimize) อยู่ตลอดเวลา

เท่ากับว่าในระยะยาวการที่คุณทำ Backlink ด้วยคุณภาพที่ต่ำเป็นจำนวนมากย่อมไม่ส่งผลดี ซ้ำร้ายอาจถูก Google มองว่าเป็น Spam และอาจถูกลงโทษจากทาง Google ได้ ดังนั้นท่องไว้เสมอว่า การทำ Backlink คุณภาพย่อมสำคัญกว่าปริมาณเสมอ

4. ใส่ Internal Link ไปหน้าเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้อง การทำ SEO ที่ดีคือการมี Link เข้า-ออก ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการทำ Internal Link สำหรับนำให้คนคลิกเพื่อเข้าไปอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมจากบทความต้นฉบับ แหล่งที่มาของข้อมูล ฯลฯ แต่สิ่งที่คุณพึงระวังคืออย่าใส่ Link ซึ่งมีเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าเว็บไซต์ของคุณเป็นอันขาดเพราะจะส่งผลต่อคุณภาพเว็บไซต์รวมถึงลำดับการ Rank บน Google ของคุณเช่นกัน

5. ตำแหน่งโฆษณา กับ Pop Up เยอะจนเกินเหตุ ลองคิดดูว่า หากคุณกำลังอ่านเนื้อหาคอนเทนต์ที่คุณกำลังให้ความสนใจอยู่แล้วจู่ๆ ก็มี Pop Up บ้าง โฆษณาบ้าง เด้งขึ้นมาขั้นขัดจังหวะการอ่านของคุณ แน่นอนว่าคงรู้สึกรำคาญและอาจจะกดออกจากเว็บไซต์นั้นไปเลยก็ได้

เช่นเดียวกันคุณคงไม่อยากให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณรู้สึกแบบนั้น ดังนั้นหากต้องการหารายได้จากการมีตำแหน่งโฆษณา (GDN) หรือโฆษณารูปแบบอื่นๆ บนหน้าเว็บไซต์ ควรจะให้ผู้ออกแบบเว็บไซต์วางตำแหน่งที่เหมาะสม โดยไม่ควรให้โฆษณาเหล่านั้นขึ้นมาขัดจังหวะการอ่านคอนเทนต์มากจนเกินไปอาจจะวางเป็น Side Bar ด้านข้าง หรือถ้าขั้นระหว่างคอนเทนต์จริงๆ ก็ควรมีระยะที่ปล่อยให้ผู้อ่านได้อ่านสักระยะแล้วค่อยขึ้นโฆษณาคั่น

ส่วน Pop Up ก็ไม่ควรให้เด้งขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา อาจจะเด้งเฉพาะตอนที่เข้ามาหน้านั้นๆ ก็เพียงพอแล้วเพราะการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการรักษาให้คนที่ผ่านเข้ามาบนหน้าเว็บไซต์ของคุณได้ใช้เวลาอยู่บนนั้นให้นานที่สุด

ทั้งหมดของบทความนี้ เราตอบทุกคำถามอย่างละเอียดว่า SEO คืออะไร ทำไมต้องทำ SEO ให้อยู่อันดับสูงๆ และประโยชน์ของการทำการตลาดดิจิทัลแบบนี้คืออะไร ดังนั้นหากคุณรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า SEO คืออะไร และลองปรับใช้ดู ถึงตอนนั้นคุณจะไม่กล้ามองข้าม SEO อีกต่อไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *